<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?><rss version="2.0" xmlns:atom="http://www.w3.org/2005/Atom">
	<channel>
		<atom:link href="http://www.wl-engineering.co.th/blog/x5feed.php" rel="self" type="application/rss+xml" />
		<title><![CDATA[]]></title>
		<link>http://www.wl-engineering.co.th/blog/</link>
		<description><![CDATA[]]></description>
		<language>EN</language>
		<lastBuildDate>Fri, 30 Jan 2026 20:30:00 +0700</lastBuildDate>
		<generator>Incomedia WebSite X5 Pro</generator>
		<item>
			<title><![CDATA[หลอดวัดระดับน้ำมันเชื้อเพลิงข้างถังเก็บน้ำมันเชื้อเพลิง]]></title>
			<author><![CDATA[Weerawut]]></author>
			<category domain="http://www.wl-engineering.co.th/blog/index.php?category=Share_experience"><![CDATA[Share experience]]></category>
			<category>imblog</category>
			<description><![CDATA[<div id="imBlogPost_00000002A"><div><span class="fs11lh1-5 cf1 ff1">ผู้เขียนได้ไปพบข้อมูลใน FM Property Loss Prevention Data Sheets 3-7, Fire Protection Pumps, ข้อ 2.4.21.5 Do not use glass or plastic liquid level sight tubes on the fuel storage tank แล้วเกิดความสงสัยเพราะเห็นว่าการใช้หลอดแก้ววัดระดับน้ำมันเชื้อเพลิงกับถังเก็บน้ำมันเชื้อเพลิงมีการใช้กันอย่างแพร่หลายมานาน และสงสัยว่ามันขัดแย้งกับ NFPA 20, Standard for the Installation of Stationary Pumps for Fire Protection หรือไม่ เพราะข้อมูลส่วนใหญ่ของ FM กับ NFPA มักจะเป็นไปในทิศทางเดียวกัน</span><br></div><div><span class="fs11lh1-5 cf1 ff1"><br></span></div><div><span class="fs11lh1-5 cf1 ff1">ตาม NFPA20-2022, 11.4.2 Tank Level Indication, ข้อ 11.4.2.1 Means other than sight tubes for continuous indicating of the amount of fuel in each storage tank shall be provided. NFPA 20 ระบุในลักษณะนี้มาต้้ังแต่ก่อนปี 2010 (เท่าที่หาข้อมูลได้) ไม่ได้ห้ามใช้ sight glass ชัดเจน แต่ต้องมีวิธีอื่นในแสดงให้เห็นปริมาณน้ำมันเชื้อเพลิงอย่างต่อเนื่อง &nbsp;นอกจากน้ั้นต้องมีการแจ้งเตือน เมื่อระดับน้ำมันเชื้อเพลิงลดต่ำลงกว่า 2/3 และมีการส่งการแจ้งเตือนที่ระดับน้ำมันต่ำไปที่ระบบตรวจคุม (Supervisory)</span></div><div><span class="fs11lh1-5 cf1 ff1"><br></span></div><div><span class="fs11lh1-5 cf1 ff1">ดังนั้นเมื่อผู้เขียนสังเคราะห์ข้อมูลทั้งสองเข้าด้วยกัน จึงสรุปว่าไม่ควรใช้การวัดระดับน้ำมันเชื้อเพลิงด้วยหลอดแก้วที่ติดข้างถังเก็บน้ำมันเชื้อเพลิง ควรเปลี่ยนไปเลือกใช้เกจวัดระดับที่ติดต้ังด้านบนถังหรือแบบอื่นๆที่เหมาะสมและสอดคล้องกับมาตรฐานมากกว่า เหตุผลน่าจะเพราะความน่าจะเป็นที่จะเกิดความเสียหายกับหลอดแก้วหรือหลอดพลาสติกได้ง่าย จนอาจทำให้สูญเสียน้ำมันเชื้อเพลิงที่ต้องสำรองไว้สำหรับเครื่องยนต์ดีเซลขับเครื่องสูบน้ำดับเพลิงในยามฉุกเฉิน ถ้าไม่สังเกตุเห็นทันท่วงที และในกรณีที่เกิดเพลิงไหม้ในห้องเครื่องสูบน้ำดับเพลิง ถ้าหลอดแก้วหรือหลอดพลาสติกแตก จะมีน้ำมันเชื้อเพลิงที่รั่วออกมาเพิ่มเติมทำให้การดับเพลิงทำได้ยากลำบากขึ้น</span></div><div><span class="fs11lh1-5 cf1 ff1"><br></span></div><div><span class="fs11lh1-5 cf1 ff1">นอกจากนั้นประสบการณ์ตรงของผู้เขียนที่มักจะพบในการตรวจสอบอุปกรณ์ เมื่อเข้าไปทำการทดสอบสมรรถนะเครื่องสูบน้ำดับเพลิงประจำปี จะพบว่าบางครั้งมีการปิดวาล์วตัวล่างของหลอดแก้วไว้เนื่องจากเกิดการรั่วซึมที่วาล์วตัวล่าง ซึ่งบางครั้งระดับน้ำมันเชื้อเพลิงค้างอยู่ในหลอดแต่ไม่มีน้ำมันเชื้อเพลิงในถังเก็บ หรือระดับน้ำมันในหลอดรั่วออกหมดแต่มีการปิดวาล์วตัวล่างไว้จึงไม่ได้ทำการตรวจสอบระดับน้ำมันเชื้อเพลิงที่เหลืออยู่ในถังเก็บตามที่ควรเป็น</span></div><div><span class="fs11lh1-5 cf1 ff1"><br></span></div><div><span class="fs11lh1-5 cf1 ff1">ดังนั้นผู้ที่กำลังจะติดตั้งเครื่องสูบน้ำดับเพลิงดีเซลใหม่ก็ลองพิจารณาดูว่า ถ้าสามารถทำให้การวัดระดับน้ำมันเชื้อเพลิงสอดคล้องทั้ง NFPA20 และ FM ให้ถูกต้องตั้งแต่แรกเลย ก็จะช่วยลดโอกาสที่จะทำให้เกิดความบกพร่องกับระบบดับเพลิงไปได้อีกหนึ่งเรื่อง</span></div><div><span class="fs11lh1-5 cf1 ff1"><br></span></div><div><span class="fs11lh1-5 cf1 ff1">รับทดสอบสมรรถนะเครื่องสูบน้ำดับเพลิงดีเซลประจำปี และเซ็นต์รับรองรายงานโดยวิศวกรตามที่กฎหมายกำหนด</span></div><div><span class="fs11lh1-5 cf1 ff1">บริษัท ดับบลิวแอล วิศวกรรมและพลังงาน จำกัด</span></div><div><span class="fs11lh1-5 cf1 ff1">ติดต่อ วีรวุฒิ มือถือ 0815778879</span></div><div><span class="fs11lh1-5 cf1 ff1">Line ID: 0815778879</span></div></div>]]></description>
			<pubDate>Fri, 30 Jan 2026 13:30:00 GMT</pubDate>
			<enclosure url="http://www.wl-engineering.co.th/blog/files/IMG_2965_thumb.jpg" length="143103" type="image/jpg" />
			<enclosure url="http://www.wl-engineering.co.th/images/IMG_2967.jpg" length="114666" type="image/jpg" />
			<enclosure url="http://www.wl-engineering.co.th/images/IMG_6138.jpg" length="278076" type="image/jpg" />
			<enclosure url="http://www.wl-engineering.co.th/images/IMG_6260.jpg" length="137571" type="image/jpg" />
			<link>http://www.wl-engineering.co.th/blog/?-------------------------------------------------------</link>
			<guid isPermaLink="false">http://www.wl-engineering.co.th/blog/rss/00000002A</guid>
		</item>
		<item>
			<title><![CDATA[การใช้เหล็กตัวซีเป็นรองรับท่อ (pipe support)]]></title>
			<author><![CDATA[Weerawut]]></author>
			<category domain="http://www.wl-engineering.co.th/blog/index.php?category=Share_experience"><![CDATA[Share experience]]></category>
			<category>imblog</category>
			<description><![CDATA[<div id="imBlogPost_000000029"><div><span class="fs11lh1-5 cf1 ff1">ข้อควรระวังสำหรับการใช้เหล็กตัวซี หรือ Channel เป็นรองรับท่อ (Pipe support)</span></div><div><span class="fs11lh1-5 cf1 ff1"><br></span></div><div><span class="fs11lh1-5 cf1 ff1">สิ่งหนึ่งที่ผู้เขียนต้องการนำเสนอเพื่อปรับปรุงคุณภาพของระบบดับเพลิงโดยทั่วไป และแชร์ความรู้กับผู้อ่านที่ติดตามเป็นประจำ คือ การเลือกใช้เหล็กตัวซี หรือ Channel ซึ่งอยากให้ผู้ที่เกี่ยวข้องกับการจัดทำรองรับท่อ (Pipe support) ได้ตระหนักถึงรูปร่างหน้าตัด (Profile) ของเหล็กตัวซี ตามมาตรฐานที่ปีก (Flange) ของมันจะไม่เป็นหน้าตัดที่ขนานกัน เหมือนกับของเหล็กฉาก (Angle) หรือ เหล็กตัว H (H-beam) ดังนั้นเมื่อจะมีเจาะรูผ่านแล้วยึดด้วยสลักเกลียว จำเป็นต้องใช้แหวนรองที่เป็นแบบผิวเอียง (Taper) ที่มีมุมเท่ากับปีกของเหล็กตัวซี เพื่อให้การยึดของ U-Hook อยู่ในแนวดิ่งสำหรับท่อแนวนอน หรือแนวระดับสำหรับท่อแนวตั้งหรือ Riser &nbsp;ตามที่ต้องการ ถ้าต้องการหลีกเลี่ยงแหวนรองเทเปอร์ที่ต้องใช้กับเหล็กตัวซี ก็สามารถเลือกใช้เหล็กฉาก หรือ H-beam หรืออื่นๆแทน</span></div><div><span class="fs11lh1-5 cf1 ff1"><br></span></div><div><span class="fs11lh1-5 cf1 ff1">การขันแป้นเกลียว (Nut) เข้ากับเกลียวผ่านรูของปีกเหล็กตัวซี โดยไม่ใช้แหวนรองแบบเทเปอร์ จะทำให้ U-hook หรือสลักเกลียวที่ใช้เอียง ทำให้การรัดท่อไม่มีประสิทธิภาพในระยะยาว เกิดการหลวมคลอนได้ง่ายเมื่อมีการสั่นสะเทือน และเมื่อหลวมคลอนแล้วก็จะทำให้ระบบท่อยิ่งสั่นสะเทือนมากขึ้น จนเกิดการรั่วตามหน้าแปลนจุดต่อต่างๆ </span></div><div><span class="fs11lh1-5 cf1 ff1">ในกรณีของสลักยึดแท่นเครื่อง (Anchor bolt) การขันแป้นเกลียวของ Anchor bolt แบบเอียงๆ อาจทำให้ Anchor bolt เกิดการคดงอเสียหายมีผลต่อการความสามารถในการยึดฐานเครื่องโดยเฉพาะเครื่องสูบน้ำดับเพลิงที่ขับด้วยเครื่องยนต์ดีเซลได้</span></div><div><span class="fs11lh1-5 cf1 ff1"><br></span></div><div><span class="fs11lh1-5 cf1 ff1">การรองรับท่อ (Pipe support) อาจดูเป็นเรื่องที่ถูกมองข้ามได้ง่าย แต่มาตรฐาน NFPA13 ได้ให้ความสำคัญในการออกแบบและติดตั้ง โดยจุดที่รองรับท่อแต่ละจุด ต้องออกแบบให้สามารถรับน้ำหนักท่อที่มีน้ำเต็มและเผื่อให้รับได้มากขึ้นเป็น 5 เท่า รวมถึงเพิ่มน้ำหนักอีก 115 kg เพื่อให้มั่นใจว่ามี จุดรองรับท่อมีค่าความปลอดภัย (Safety factor) สูงเพียงพอ สำหรับทุกสถานการณ์ และกรณีที่อาคารตั้งอยู่ในเขตแผ่นดินไหว ก็จำเป็นต้องออกแบบรองรับที่เหมาะสมเพิ่มเติม โดยทำให้ระบบท่อแข็งแรง และยืดหยุ่นได้ เพื่อให้เกิดความเสียหายน้อยที่สุดหลังเกิดแผ่นดินไหว เพราะหลายครั้งเกิดเพลิงไหม้ในอาคารตามมาหลังจากแผ่นดินไหว ในส่วนของประเทศไทยก็มีหลายพื้นที่ที่ต้องออกแบบอาคารต้านทานแผ่นดินไหว โดยสามารถดูได้จาก กฎกระทรวง กำหนดการรับน้ำหนัก ความต้านทาน ความคงทนของอาคารและพื้นดินที่รองรับอาคารในการต้านทานแรงสั่นสะเทือนของแผ่นดินไหว พ.ศ.2564, ระบบท่อดับเพลิงที่อยู่ในอาคารก็ได้รับผลกระทบจากแรงแผ่นดินไหว จึงจำเป็นต้องออกแบบให้ต้านทานแผ่นดินไหวเช่นเดียวกัน</span></div><div><span class="fs11lh1-5 cf1 ff1"><br></span></div><div><span class="fs11lh1-5 cf1 ff1">รับทดสอบสมรรถนะเครื่องสูบน้ำดับเพลิงประจำปีพร้อมเซ็นต์รับรองรายงานโดยสามัญวิศวกรเครื่องกล</span></div><div><span class="fs11lh1-5 cf1 ff1">ติดต่อ นายวีรวุฒิ มือถือ </span><svg viewBox="0 0 12 12" width="12" height="12" fill="currentColor"><path d="M7.686 6.624a27.505 27.505 0 0 1 1.087.513c.104.05.175.083.205.132.038.06.038.352-.085.693-.125.34-.715.65-.997.692a2.06 2.06 0 0 1-.93-.057 8.68 8.68 0 0 1-.842-.308c-1.378-.586-2.309-1.9-2.493-2.16-.014-.02-.023-.034-.029-.04a2.983 2.983 0 0 0-.006-.009C3.506 5.958 3 5.281 3 4.58a1.603 1.603 0 0 1 .517-1.215.548.548 0 0 1 .393-.183c.097 0 .197 0 .285.008h.034c.085 0 .193 0 .298.25l.132.318c.134.322.296.712.323.765.037.072.062.157.012.255l-.025.05c-.035.07-.06.123-.122.192-.027.03-.055.064-.082.097a2.106 2.106 0 0 1-.14.158c-.076.073-.15.153-.066.298.085.145.38.623.82 1.01a3.86 3.86 0 0 0 1.092.68l.095.043c.148.073.235.06.32-.037.085-.098.37-.428.468-.573.1-.145.197-.12.332-.072z"></path><path d="M6 .25A5.75 5.75 0 0 0 .904 8.665c.043.084.05.163.034.223l-.44 1.7a.75.75 0 0 0 .914.914l1.7-.44c.06-.016.14-.01.223.034A5.75 5.75 0 1 0 6 .25zM1.25 6a4.75 4.75 0 1 1 2.549 4.21 1.313 1.313 0 0 0-.938-.116l-1.289.334.334-1.289c.086-.33.027-.663-.116-.938A4.727 4.727 0 0 1 1.25 6z"></path></svg><span class="fs11lh1-5 cf1 ff1">081 577 8879</span></div><div><span class="fs11lh1-5 cf1 ff1">บริษัท ดับบลิวแอล วิศวกรรมและพลังงาน จำกัด</span></div></div>]]></description>
			<pubDate>Thu, 29 Jan 2026 03:42:00 GMT</pubDate>
			<enclosure url="http://www.wl-engineering.co.th/blog/files/illustration_thumb.jpg" length="74023" type="image/jpg" />
			<enclosure url="http://www.wl-engineering.co.th/images/IMG_6818.jpg" length="239502" type="image/jpg" />
			<enclosure url="http://www.wl-engineering.co.th/images/IMG_8517.jpg" length="258891" type="image/jpg" />
			<enclosure url="http://www.wl-engineering.co.th/images/IMG_8922.jpg" length="226994" type="image/jpg" />
			<enclosure url="http://www.wl-engineering.co.th/images/Angle-profile.jpg" length="18590" type="image/jpg" />
			<enclosure url="http://www.wl-engineering.co.th/images/Channel-profile.jpg" length="19408" type="image/jpg" />
			<enclosure url="http://www.wl-engineering.co.th/images/H-beam-profile.jpg" length="15590" type="image/jpg" />
			<link>http://www.wl-engineering.co.th/blog/?-------------------------------pipe-support-</link>
			<guid isPermaLink="false">http://www.wl-engineering.co.th/blog/rss/000000029</guid>
		</item>
		<item>
			<title><![CDATA[กล่องเข้าสายไฟมอเตอร์ (Terminal box) สำหรับ Electric Fire Pump]]></title>
			<author><![CDATA[Weerawut]]></author>
			<category domain="http://www.wl-engineering.co.th/blog/index.php?category=Share_experience"><![CDATA[Share experience]]></category>
			<category>imblog</category>
			<description><![CDATA[<div id="imBlogPost_000000028"><div><span class="fs11lh1-5 cf1 ff1">กล่องเข้าสายไฟมอเตอร์ (Terminal box หรือ Junction box) ของมอเตอร์ไฟฟ้าสำหรับเครื่องสูบน้ำดับเพลิง (Fire pump)</span></div><div><span class="fs11lh1-5 cf1 ff1"><br></span></div><div><span class="fs11lh1-5 cf1 ff1">ในปัจจุบันอาคารสูงเป็นจำนวนมากหันมาเลือกใช้เครื่องสูบน้ำดับเพลิงมอเตอร์ไฟฟ้า เพราะต้องการลดปัญหาเรื่องเสียงดัง และการปล่อยควันไอเสียออกนอกอาคาร แต่ก็ต้องมีแหล่งจ่ายไฟฟ้าที่เชื่อถือได้ และ</span><span class="fs11lh1-5 cf1 ff1">ตามมาตรฐาน วสท. 3002-51 มาตรฐานการป้องกันอัคคีภัย และ NFPA 20 Standard for the Installation of Stationary Pumps for Fire Protection กำหนดให้ fire pump (4.7.1), electric motor (9.5.1.1), Electric fire pump controller/ Automatic transfer switch (10.1.2.1), ต้องได้รับการรับรองให้ใช้สำหรับการดับเพลิง (Listed for fire protection service)</span></div><div><span class="fs11lh1-5 cf1 ff1">เป็นที่น่ากังวลว่าการติดตั้งเครื่องสูบน้ำดับเพลิงมอเตอร์ไฟฟ้าในหลายแห่ง มีปัญหาเรื่องการเข้าสายไฟจากตู้ควบคุมเครื่องสูบน้ำดับเพลิงไฟฟ้าเข้ากับ terminal box ของมอเตอร์ไฟฟ้าไม่ได้ ผู้รับเหมางานติดตั้งจึงต้องขอดัดแปลง terminal box ใหม่ เพือให้งานเสร็จสมบูรณ์ แต่การแก้ไขดังกล่าวอาจทำให้สุ่มเสี่ยงต่อการละเมิดการรับรองโดย UL หรือ FM (Delisting) สำหรับมอเตอร์ไฟฟ้า</span></div><div><span class="fs11lh1-5 cf1 ff1"><br></span></div><div><span class="fs11lh1-5 cf1 ff1">ตาม NFPA 20 ข้อ 10.3.3 Enclosures ต้องมีคุณสมบัติขั้นต่ำ NEMA type 2, dripproof enclosure หรือ IP31 และถ้าติดตั้งภายนอกอาคาร (Outdoor) จะต้องมีคุณสมบัติที่เหมาะสมกับสภาพพื้นที่ที่ติดตั้ง, ซึ่งการที่จะสร้างให้ได้ตาม Type 2 ต้องดูเรื่อง ตำแหน่งเข้าสายซึ่งไม่ควรเข้าด้านบนของ terminal box และใช้ข้อต่อ (Hub) ที่ได้ Listed เพื่อให้เป็น dripproof, วัสดุที่ใช้จะต้องเป็นแผ่นเหล็กหนาหรือเหล็กหล่อ และทาสีแดงเมื่อใช้กับระบบดับเพลิง นอกจากนั้นก็ต้องมีการต่อ สายดิน (ground) ตามมาตรฐาน ดังนั้นถ้าเป็น Motor ที่ Listed for fire protection ไม่ควรใช้กล่องเข้าสายไฟที่ทำขึ้นเอง</span></div><div><span class="fs11lh1-5 cf1 ff1"><br></span></div><div><span class="fs11lh1-5 cf1 ff1">เหตุผลอื่นเพิ่มเติมในมุมมองของ Engineering ที่่ไม่ควรมองข้าม คือ</span></div><div><span class="fs11lh1-5 cf1 ff1">1.การติดตั้งกล่องเข้าสายไฟบนพื้น ที่แยกกับตัวถังมอเตอร์จะต้องมีจุดเชื่อมต่อที่ต้องทำให้เป็น Dripproof แต่มอเตอร์จะมีเรื่องการสั่นสะเทือนรวมถึงแรงบิดขณะมอเตอร์เริ่มหมุน ทำให้เมื่อใช้ไปนานๆ อาจจะทำให้รอยต่อมีช่องว่างไม่ dripproof ตามที่ต้องการ และการติดตั้งลักษณะดังกล่าวจะยากต่อการตั้งศูนย์แกนเพลา (Alignment) และนำมอเตอร์ไปซ่อมในอนาคต </span></div><div><span class="fs11lh1-5 cf1 ff1">2. การระบายความร้อนของจุดต่อและสายไฟภายใน terminal box ที่ทำขึ้นใหม่เองอาจไม่เพียงพอเหมือนกับของที่ผู้ผลิตออกแบบมา </span></div><div><span class="fs11lh1-5 cf1 ff1">อาจส่งผลให้เกิดความผิดปกติ จนเกิดสภาพไม่พร้อมใช้งานของระบบดับเพลิงได้โดยไม่คาดคิด เพราะระบบดับเพลิงประกอบด้วยอุปกรณ์มากมายที่อาจเกิดความผิดปกติขึ้นได้ การทำให้สอดคล้องกับมาตรฐานคือการลดจุดอ่อนและความผิดพลาดต่างๆ ที่เคยเกิดขึ้นในอดีตให้เหลือน้อยที่สุดเท่าที่จะทำได้ เพื่อให้แน่ใจว่าระบบดับเพลิงพร้อมใช้งานเมื่อมีความต้องการ</span></div><div><span class="fs11lh1-5 cf1 ff1"><br></span></div><div><span class="fs11lh1-5 cf1 ff1">รับทดสอบสมรรถนะเครื่องสูบน้ำดับเพลิงมอเตอร์ไฟฟ้าประจำปีตามกฎหมาย ตามมาตรฐาน NFPA 25 พร้อมเซ็นต์รับรองโดยวิศวกร</span></div><div><span class="fs11lh1-5 cf1 ff1">สนใจติดต่อ นายวีรวุฒิ มือถือ 0815778879</span></div><div><span class="fs11lh1-5 cf1 ff1">บริษัท ดับบลิวแอล วิศวกรรมและพลังงาน จำกัด</span></div><div><span class="fs11lh1-5 cf1 ff1">Line ID: 0815778879</span></div><div><span class="fs11lh1-5 cf1 ff1">Email: weerawut0312@gmail.com</span></div></div>]]></description>
			<pubDate>Wed, 28 Jan 2026 13:58:00 GMT</pubDate>
			<enclosure url="http://www.wl-engineering.co.th/blog/files/IMG_4834_thumb.jpg" length="344985" type="image/jpg" />
			<enclosure url="http://www.wl-engineering.co.th/images/IMG_0907.jpg" length="359343" type="image/jpg" />
			<enclosure url="http://www.wl-engineering.co.th/images/IMG_1230.jpg" length="193506" type="image/jpg" />
			<enclosure url="http://www.wl-engineering.co.th/images/IMG_9814.jpg" length="335222" type="image/jpg" />
			<enclosure url="http://www.wl-engineering.co.th/images/IMG_4875.jpg" length="327875" type="image/jpg" />
			<enclosure url="http://www.wl-engineering.co.th/images/IMG_9801.jpg" length="284903" type="image/jpg" />
			<enclosure url="http://www.wl-engineering.co.th/images/Slide1.jpg" length="79052" type="image/jpg" />
			<enclosure url="http://www.wl-engineering.co.th/images/Slide2.jpg" length="88698" type="image/jpg" />
			<link>http://www.wl-engineering.co.th/blog/?-----------------------terminal-box-</link>
			<guid isPermaLink="false">http://www.wl-engineering.co.th/blog/rss/000000028</guid>
		</item>
		<item>
			<title><![CDATA[ความดันไอเสียย้อนกลับของเครื่องยนต์เครื่องสูบน้ำดับเพลิงดีเซล]]></title>
			<author><![CDATA[Weerawut]]></author>
			<category domain="http://www.wl-engineering.co.th/blog/index.php?category=Knowledge"><![CDATA[Knowledge]]></category>
			<category>imblog</category>
			<description><![CDATA[<div id="imBlogPost_000000027"><div><span class="fs14lh1-5"> &nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;</span><span class="fs11lh1-5 cf1 ff1">ในการติดตั้งเครื่องสูบน้ำดับเพลิงที่ขับด้วยเครื่องยนต์ดีเซล ส่วนหนึ่งที่ไม่สามารถมองข้ามได้คือ การออกแบบระบบท่อไอเสีย ในการนำไอเสียที่เกิดจากการเผาไหม้และเป็นควันที่เป็นอันตรายออกไปปล่อยในตำแหน่งที่เหมาะสม เพราะมีผลต่อ ค่าความดันไอเสียย้อนกลับ (Back pressure)</span></div><div><div class="imTACenter"><img class="image-6" src="http://www.wl-engineering.co.th/images/IMG_1907.JPG"  title="" alt=""/> &nbsp;&nbsp;&nbsp;<img class="image-7" src="http://www.wl-engineering.co.th/images/IMG_1915.JPG"  title="" alt=""/></div></div><div><span class="fs11lh1-5 cf1 ff1"> &nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;ค่าความดันไอเสียย้อนกลับ จะขึ้นกับ ขนาดของท่อและความยาว, จำนวนข้องอและรัศมีของข้องอ, ขนาดของท่อยืดหยุ่น (Flexible pipe), ขนาดและชนิดของหม้อพักไอเสีย (Silencer) และรูปแบบของการปิดปลายท่อไอเสีย ซึ่งเราสามารถคำนวณค่าโดยประมาณได้ก่อนการติดตั้ง แต่ความแม่นยำจะขึ้นกับข้อมูลของอุปกรณ์ที่ใช้ โดยเฉพาะหม้อพักไอเสียจากผู้ผลิต และรูปแบบการปิดปลายท่อที่มักจะต้องกำหนดค่าเองทำให้ค่าไม่แม่นยำ ถ้าขนาดของท่อไอเสียมีขนาดเล็กเกินไปหรือท่อยาวมาก หรือมีข้อลดเลี้ยวจำนวนมาก หรือ หม้อพักเกิดความดันตกคร่อมมาก ก็อาจทำให้เกิดความดันต้านทานหรือความดันย้อนกลับไอเสียมากโดยเฉพาะเครื่องยนต์ที่ติดตั้งเทอร์โบชาร์จเจอร์ เมื่อการระบายไอเสียออกทำได้ไม่ดี เครื่องยนต์ก็จะกำลังตก ส่งผลต่อสมรรถนะเครื่องสูบน้ำดับเพลิงได้เช่นเดียวกัน</span></div><div><span class="fs11lh1-5 cf1 ff1"><br></span></div><div><span class="fs11lh1-5 cf1 ff1"> &nbsp;&nbsp;&nbsp;ในระบบดับเพลิงของอาคารสูง ที่เครื่องยนต์ดีเซลจะติดตั้งอยู่ในห้องเครื่องสูบน้ำดับเพลิงที่มักจะอยู่ในชั้นใต้ดิน และต้องลากเลื้อยท่อไอเสียขึ้นมาทิ้งที่ระดับชั้นเหนือพื้นดิน ยิ่งต้องออกแบบอย่างระมัดระวัง </span></div><div><span class="fs11lh1-5 cf1 ff1"><br></span></div><div><span class="fs11lh1-5 cf1 ff1"> &nbsp;&nbsp;&nbsp;ในการติดตั้งเครื่องสูบน้ำดับเพลิงดีเซลใหม่ ควรมีการวัดความดันไอเสียย้อนกลับ เพื่อให้แน่ใจว่าไม่เกินค่าที่ยอมรับได้ของผู้ผลิต ตาม NFPA 20 ปี 2022 ข้อ 11.5.2.5 ให้กับลูกค้าก่อนส่งมอบงานและเก็บไว้เป็นค่าอ้างอิง (Baselining data) เพื่อใช้เปรียบเทียบในอนาคตกรณีที่เครื่องยนต์เกิดความผิดปกติในระบบไอเสีย</span></div><div><span class="fs11lh1-5 cf1 ff1">ในการทดสอบตาม NFPA25 "ITM of Water-Based Fire Protection Systems" ปี 2020, Table A.8.1.1.2 Alternative Fire Pump Inspection, Testing, and Maintenance Procedures แนะนำให้มีการตรวจวัดค่า Excessive back pressure ประจำปี หรืออ่านใน มาตรฐาน วสท.033011-19 "มาตรฐานการตรวจสอบ ทดสอบ และบำรุงรักษาระบบดับเพลิงด้วยน้ำ" ตารางที่ 4.3.1 แต่อุปสรรคคือ ไม่ได้มีการเตรียมจุดสำหรับทดสอบไว้ให้ตั้งแต่แรก ในทางปฏิบัติจึงทำได้ยาก ยกเว้น ในบางกรณีที่เครื่องยนต์มีปัญหา และสงสัยว่าจะมาจากปัญหาความดันย้อนกลับไอเสียก็จำเป็นต้องหาวิธีการทดสอบเพื่อจะได้หาทางแก้ไขปัญหา</span></div><div><span class="fs11lh1-5 cf1 ff1"><br></span></div><div class="imTACenter"><img class="image-5" src="http://www.wl-engineering.co.th/images/sample-specification.jpg"  title="" alt=""/><span class="fs11lh1-5 cf1 ff1"><br></span></div><div><span class="fs11lh1-5 cf1 ff1"><br></span></div><div><span class="fs11lh1-5 cf1 ff1"> &nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;ในการทดสอบเดินเครื่องประจำสัปดาห์ หรือทดสอบสมรรถนะประจำปี ก็ควรมีการสังเกตุด้วยตา (Visual inspection) ถึงระบบท่อไอเสีย ว่ามีสิ่งผิดปกติหรือไม่ เช่น ลิ้นปิดปลายท่อติดขัด, มีสัตว์เข้าไปทำรังกีดขวาง, เป็นต้นหรือไม่ เพื่อให้แน่ใจว่า เครื่องสูบน้ำดับเพลิง พร้อมใช้งาน และทำงานได้ต่อเนื่อง เมื่อมีความต้องการ</span></div><div><span class="fs11lh1-5 cf1 ff1"><br></span></div><div class="imTACenter"><img class="image-2" src="http://www.wl-engineering.co.th/images/IMG_5992.jpg"  title="" alt=""/> &nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<img class="image-4" src="http://www.wl-engineering.co.th/images/IMG_8755.jpg"  title="" alt=""/><span class="fs11lh1-5 cf1 ff1"><br></span></div><div><span class="fs11lh1-5 cf1 ff1"><br></span></div><div><span class="fs11lh1-5 cf1 ff1">รับตรวจสอบและทดสอบสมรรถนะเครื่องสูบน้ำดับเพลิงประจำปี พร้อมเซ็นต์รับรองผลการทดสอบโดยวิศวกรระดับสามัญวิศวกร</span></div><div><span class="fs11lh1-5 cf1 ff1">สนใจติดต่อ</span></div><div><span class="fs11lh1-5 cf1 ff1">บริษัท ดับบลิวแอล วิศวกรรมและพลังงาน จำกัด</span></div><div><span class="fs11lh1-5 cf1 ff1">มือถือ และ Line ID: 0815778879</span></div><div><span class="fs11lh1-5 cf1 ff1">อีเมล์: weerawut0312@gmail.com</span></div></div>]]></description>
			<pubDate>Mon, 26 Jan 2026 14:28:00 GMT</pubDate>
			<enclosure url="http://www.wl-engineering.co.th/blog/files/IMG_6152_thumb.jpg" length="401062" type="image/jpg" />
			<link>http://www.wl-engineering.co.th/blog/?-------------------------------------------------------------</link>
			<guid isPermaLink="false">http://www.wl-engineering.co.th/blog/rss/000000027</guid>
		</item>
		<item>
			<title><![CDATA[แผ่นกันน้ำวน (Anti-vortex plate) มีผลกับการทดสอบสมรรถนะเครื่องสูบน้ำดับเพลิงประจำปี]]></title>
			<author><![CDATA[Weerawut]]></author>
			<category domain="http://www.wl-engineering.co.th/blog/index.php?category=Share_experience"><![CDATA[Share experience]]></category>
			<category>imblog</category>
			<description><![CDATA[<div id="imBlogPost_000000026"><div><span class="fs14lh1-5 cf1">แผ่นกันน้ำวน (Anti-vortex plate) มีผลกับการทดสอบสมรรถนะเครื่องสูบน้ำดับเพลิงประจำปี</span></div><div><span class="fs14lh1-5 cf1"><br></span></div><div><span class="fs14lh1-5 cf1">ลูกค้าแห่งหนึ่งส่งผลการทดสอบสมรรถนะประจำปีล่าสุดมาให้ผู้เขียนดูเพื่อให้เสนอราคาทดสอบสมรรถนะประจำปี เมื่อได้ไปสำรวจหน้างานและดูรายงานของปีล่าสุดของลูกค้าก็พบสิ่งที่น่าสงสัย คือ ความดันด้านดูดขณะทดสอบที่ 150% ของพิกัดอัตราสูบ ลดลงจาก 6 PSI ที่ 0% เหลือ 0 PSI ทั้งๆที่เป็นถังเก็บน้ำดับเพลิงบนดินที่ระดับน้ำสูงกว่าเครื่องสูบน้ำดับเพลิงแบบสปลิทเคส และท่อด้านดูดมีขนาดไม่ต่ำกว่าที่มาตรฐานกำหนด และเป็นแนวตรงจากถังเก็บน้ำจนถึงเครื่องสูบน้ำดับเพลิงที่ไม่ได้ยาวมากผิดปกติ, แต่เมื่อลูกค้าได้ส่งภาพถ่ายของ Anti-vortex plate ขณะล้างถังเก็บน้ำดับเพลิงมาให้ดู ก็เลยเข้าใจต้นเหตุ นั่นก็คือ การติดตั้ง Anti-vortex plate ไม่เหมาะสม คือไปวางไว้ในช่อง Sump pit ของถังเก็บน้ำ ทำให้ความต้านทานการไหลสูงขึ้นกว่าปกติ ซึ่งมีผลให้ผลการทดสอบสมรรถนะเครื่องสูบน้ำดับเพลิงลดลง โดยเฉพาะที่อัตราสูบสูงๆ ซึ่งถ้าผู้เขียนเป็นผู้ทดสอบ จะเขียนให้รายงานความเห็นเพิ่มเติม เพื่อแนะนำให้ปรับปรุงแก้ไข ถ้าสมรรถนะต่ำกว่าเกณฑ์</span></div><div><span class="fs14lh1-5 cf1"><br></span></div><div><span class="fs14lh1-5 cf1">แผ่นกันน้ำวน (Anti-vortex plate) มีความจำเป็น เนื่องจากเมื่อน้ำถูกดูดเข้าไปในปลายท่อดูด เพื่อไหลออกไปหาเครื่องสูบน้ำดับเพลิง จะเกิดการไหลวน และมีอากาศถูกดูดเข้าไปที่ปลายท่อได้ (จินตนาการถึงเวลาที่ปล่อยน้ำจากอ่างอาบน้ำ จะเห็นน้ำไหลวนเป็นโพรงลงไปที่สะดืออ่าง) อากาศที่ถูกดูดเข้าไปและปล่อยไว้เป็นเวลานานๆ จะทำให้เครื่องสูบน้ำดับเพลิงเสียหาย และอากาศจะทำให้สมรรถนะของเครื่องสูบน้ำดับเพลิงลดลง การติดตั้งแผ่นกันน้ำวนที่เหมาะสม จะช่วยลดปัญหานี้ได้</span></div><div><span class="fs14lh1-5 cf1"><br></span></div><div><span class="fs14lh1-5 cf1">ตามมาตรฐาน NFPA 20 - 2025 Standard for the Installation of Staitionary Pumps for Fire Protection ข้อ 4.16.10 ระบุให้กรณีที่ใช้ถังเก็บน้ำเป็นแหล่งน้ำสำหรับเครื่องสูบน้ำดับเพลิง ที่ปลายของท่อที่ออกจากถังต้องมีชุดอุปกรณ์ที่ควบคุมน้ำวนตามที่ระบุใน NFPA 22 หรือศึกษาข้อมูลเพิ่มเติมได้จาก ANSI/HI 9.6.6, Rotodynamic Pumps for Pump Piping, เมื่อตามไปที่ NFPA 22 - 2023 Standard for Water Tanks for Private Fire Protection ข้อ 14.2.13 Anti-Vortex Plate Assembly ชุดอุปกรณ์ของแผ่นกันน้ำวน จะประกอบด้วยแผ่นเหล็กในแนวระดับมีขนาดอย่างน้อยสองเท่าของขนาดข้องอ 90 องศาแบบรัศมีกว้าง (Long Radius หรือ Long turn) &nbsp;โดยให้ปลายข้องอหรือท่ออยู่ที่ศูนย์กลางของแผ่น, ติดตั้งให้ระยะแผ่นเหล็กอยู่เหนือพื้นถังเก็บน้ำเท่ากับครึ่งหนึ่งของขนาดท่อ แต่ต้องไม่น้อยกว่า 6 นิ้ว (152 mm.), มาตรฐานกำหนดเพียงระยะขั้นต่ำ ดังนั้นผู้ออกแบบจะยกให้สูงขึ้นก็ได้ แต่จะมีผลต่อปริมาณน้ำดับเพลิงสำรอง เพราะระดับน้ำต่ำสุดจะคิดจากระดับของแผ่นกันน้ำวน, ระยะศูนย์กลางของแผ่นกันน้ำวันห่างจากผนังถังเก็บน้ำไม่น้อยกว่าสองเท่าของขนาดท่อ, และควรมีการยึดแผ่นกันน้ำวนกับพื้นถังเก็บน้ำให้เหมาะสม เพื่อลดโอกาสความเสียหายขณะใช้งาน เนื่องจากแผ่นกันน้ำวันจะจมอยู่ใต้น้ำ ทำให้ตรวจสอบได้ยากถ้าไม่มีการระบายน้ำออก</span></div><div><span class="fs14lh1-5 cf1"><br></span></div><div><span class="fs14lh1-5 cf1">สิ่งที่มักพบเป็นประจำคือ แผ่นกันน้ำวนจะไปติดตั้งไว้ในบริเวณบ่อสะสมตะกอน (Sump pit) ซึ่งมีขนาดเล็ก เช่นเดียวกันกับในกรณีนี้ ที่พบว่าแผ่นกันน้ำวนมีขนาดใหญ่ (แต่ไม่ได้ผิดมาตรฐาน) ไปติดตั้งไว้ใน Sump pit และมีระดับเดียวกับพื้นถังเก็บน้ำ ทำให้น้ำไหลเข้าไปในท่อดูดได้ไม่สะดวกเกิดความดันสูญเสียจากการไหลของน้ำสูง ความดันด้านดูดที่หน้าเครื่องสูบน้ำดับเพลิงจึงลดต่ำกว่าปกติที่ควรเป็น, ในการคำนวณโดยคร่าว จะพบว่า ความดันด้านดูดที่อัตราสูบ 0% เท่ากับ 6 PSI สอดคล้องกับระดับน้ำในถังเก็บน้ำดับเพลิง และขณะทดสอบที่ 150% ของอัตราสูบ หรือ 2,250 gpm ความดันด้านดูดจากการคำนวณน่าจะลดลง 1.2 PSI (ไม่รวม Anti-vortex plate) ดังนั้นเมื่อผลทดสอบจริงเหลือความดันด้านดูดเพียง 0 PSI แสดงว่าเกิดความดันสูญเสียผ่าน Anti-vortex plate ถึง 4.8 PSI ซึ่งสูงเกินไป ผู้เขียนมั่นใจว่าถ้าติดตั้ง Anti-vortex plate อย่างเหมาะสม ความดันด้านดูดเมื่อทดสอบที่ 150% จะสูงขึ้น ซึ่งส่งผลให้สมรรถนะดีขึ้นอย่างแน่นอน และในบางกรณีที่ท่อด้านดูดยาวและมีข้องอหลายจุด ค่าความต้านทานการไหลที่มากผิดปกติ อาจส่งผลให้ ค่า Available Net Positive Suction Head (NPSHa) ไม่เพียงพอเกิดปัญหาคาวิเตชั่นได้</span></div><div><span class="fs14lh1-5 cf1"><br></span></div><div><span class="fs14lh1-5 cf1">อย่าลืมนะครับ ว่าการวางแผนติดตั้งเครื่องสูบน้ำดับเพลิงต้องตั้งต้นจากทราบค่าความต้องการปริมาณน้ำดับเพลิงของโรงงาน หรืออาคารสูง ก่อน เพราะจะได้ทราบขนาดของเครื่องสูบน้ำดับเพลิงที่ต้องการ ซึ่งมันจะไปกำหนดขนาดเส้นผ่าศูนย์กลางท่อด้านดูด ยิ่งท่อโตขึ้นรัศมีของข้องอแบบรัศมีกว้าง ก็ยิ่งมากขึ้น, ระยะห่างจากแผ่นกันน้ำวนก็อาจมากขึ้น และยังต้องไปออกแบบความสูงของฐานคอนกรีตของเครื่องสูบน้ำดับเพลิงให้สอดคล้องกันไว้ก่อน, ถ้าไม่ได้คาดการณ์ไว้ อาจทำให้ติดตั้งแผ่นกันน้ำวนและท่อดูดให้สอดคล้องกับมาตรฐานได้ยาก ทำให้มักมีปัญหากับการทดสอบสมรรถนะประจำปีตามมา, ถ้าสังเกตุในรูปอ้างอิงของ NFPA จะระบุให้ Customer verify ระยะความสูงของศูนย์กลางของท่อดูดกับพื้นถัง</span></div><div><span class="fs14lh1-5 cf1"><br></span></div><div><span class="fs14lh1-5 cf1">นอกจากนั้น ท่อ, ข้องอ และแผ่นกันน้ำวนที่ทำจากเหล็กคาร์บอน เมื่อจุ่มอยู่ในน้ำนานๆ เป็น 10 ปี ก็มีโอกาสเกิดการผุกร่อนได้ ถ้าออกแบบให้สามารถถอดเปลี่ยนโดยการขันสลักเกลียว (Bolt) และยกอะไหล่สำรองมาใส่ ก็จะทำให้การถอดตรวจสอบหรือเปลี่ยนในอนาคตทำได้สะดวก เพราะในถังเก็บน้ำดับเพลิง ส่วนใหญ่จะเข้าข่ายเป็นพื้นที่อับอากาศ (Confined space) การทำงานก็ยุ่งยากอยู่แล้ว ถ้าต้องมีงานตัดและเชื่อมจะยิ่งยุ่งยากขึ้น</span></div><div><span class="fs14lh1-5 cf1"><br></span></div><div><span class="fs14lh1-5 cf1">หมายเหตุ ในเอกสารของ FM Data sheet 3-2 ข้อ 3.6.5, ท่อดูดจากผนังด้านข้างของบ่อคอนกรีตสามารถอยู่ตรงกลางของ sump pit ได้ แต่ Sump pit ต้องมีขนาดใหญ่ อย่างน้อย 1.5x1.5 m ลึก 0.60 m และปลายท่อเป็นข้องอแบบปากแตร ปลายอยู่ต่ำกว่าพื้นถังอย่างน้อย 0.38 m ซึ่งน่าจะเหมาะสมกรณีเป็นบ่อคอนกรีตกว้างขนาดใหญ่ เพราะระดับน้ำสำรองจะได้คิดเต็มจำนวนจนถึงระดับพื้นถัง</span></div><div><span class="fs14lh1-5 cf1"><br></span></div><div><span class="fs14lh1-5 cf1">รับทดสอบสมรรถนะเครื่องสูบน้ำดับเพลิงประจำปี พร้อมเซ็นต์รับรองรายงานโดยวิศวกรตามที่กฎหมายกำหนด</span></div><div><span class="fs14lh1-5 cf1">สนใจติดต่อ นายวีรวุฒิ ลีลาเวชบุตร</span></div><div><span class="fs14lh1-5 cf1">บริษัท ดับบลิวแอล วิศวกรรมและพลังงาน จำกัด</span></div><div><span class="fs14lh1-5 cf1">มือถือ 0815778879</span></div><div><span class="fs14lh1-5 cf1">อีเมล์: weerawut0312@gmail.com</span></div><div><span class="fs14lh1-5 cf1">Line ID: weerawut0312</span></div></div>]]></description>
			<pubDate>Sun, 25 Jan 2026 11:19:00 GMT</pubDate>
			<enclosure url="http://www.wl-engineering.co.th/blog/files/customer1_thumb.jpg" length="477025" type="image/jpg" />
			<enclosure url="http://www.wl-engineering.co.th/images/customer2.jpg" length="272256" type="image/jpg" />
			<enclosure url="http://www.wl-engineering.co.th/images/Figure-B.1-o--from-NFPA-22---2023.jpg" length="120416" type="image/jpg" />
			<enclosure url="http://www.wl-engineering.co.th/images/IMG_6103.jpg" length="352696" type="image/jpg" />
			<enclosure url="http://www.wl-engineering.co.th/images/IMG_7162.jpg" length="289789" type="image/jpg" />
			<link>http://www.wl-engineering.co.th/blog/?--------------anti-vortex-plate----------------------------------------------------</link>
			<guid isPermaLink="false">http://www.wl-engineering.co.th/blog/rss/000000026</guid>
		</item>
		<item>
			<title><![CDATA[เครื่องสูบน้ำดับเพลิงสำหรับอาคารสูง (Fire Pumps for High-Rise Building)]]></title>
			<author><![CDATA[Weerawut]]></author>
			<category domain="http://www.wl-engineering.co.th/blog/index.php?category=Knowledge"><![CDATA[Knowledge]]></category>
			<category>imblog</category>
			<description><![CDATA[<div id="imBlogPost_000000025"><div><span class="imUl fs11lh1-5 cf1 ff1">เครื่องสูบน้ำดับเพลิงสำหรับอาคารสูง (Fire Pumps for High-Rise Building)</span></div><div><span class="fs11lh1-5 cf1 ff1"><br></span></div><div><span class="fs11lh1-5 cf1 ff1">อาคารสูงกับเมืองใหญ่เป็นของคู่กัน เพราะที่ดินมีราคาสูง การทำให้เกิดความคุ้มค่าให้สูงที่สุดคือ เพิ่มพื้นที่การใช้งานในแนวดิ่ง ดังนั้นอาคารจึงมีความสูงเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ, ตามกฎกระทรวงฉบับที่ 33 (พ.ศ.2535) ออกตามความใน พรบ.ควบคุมอาคาร พ.ศ.2522 ให้คำนิยามดังนี้ "อาคารสูง" หมายความว่า อาคารที่บุคคลอาจเข้าอยู่หรือเข้าใช้สอยได้โดยมีความสูงตั้งแต่ 23.00 เมตรขึ้นไป การวัดความสูงของอาคารให้วัดจากระดับพื้นดินที่ก่อสร้างถึงดาดฟ้า สำหรับอาคารทรงจั่วหรือปั้นหยาให้วัดจากระดับพื้นดินที่ก่อสร้างถึงยอดผนังของชั้นสูงสุด, ตามคำนิยามที่ระบุดังกล่าว จะสอดคล้องกับ มาตรฐาน NFPA เช่น NFPA 101, NFPA 20 ตรงกับคำว่า High-rise building</span></div><div><span class="fs11lh1-5 cf1 ff1"><br></span></div><div><span class="fs11lh1-5 cf1 ff1">นอกจากนั้นในมาตรฐาน NFPA จะมีคำที่ใช้เรียกอีกคำหนึ่งคือ "Very Tall Building" จะหมายถึง อาคารสูงที่มีค่าความต้องการปริมาณน้ำดับเพลิงเกินกว่าที่รถดับเพลิงของเจ้าหน้าที่ดับเพลิงจะส่งน้ำดับเพลิงขึ้นไปจ่ายให้ได้ตามที่ต้องการ, </span><span class="fs11lh1-5 cf1 ff1">ในกรุงเทพฯ หรือเมืองอื่นๆทั่วโลก การระงับอัคคีภัยอาคารสูงที่สูงเกิน 150 เมตร จะไม่สามารถเข้าถึงได้จากภายนอก, รถบันไดของ กทม จะสูงเพียง 30-50 เมตร (หรือประมาณ 10-15 ชั้น), และในปัจจุบัน กทม. มีรถกระเช้าพิเศษที่ขึ้นสูงได้ 23-90 เมตร เพียง 5 สถานีดับเพลิง, ดังนั้น อาคารสูงเองจะต้องถูกออกแบบให้เป็น เจ้าหน้าที่ดับเพลิงขั้นต้น</span></div><div><span class="fs11lh1-5 cf1 ff1"><br></span></div><div><span class="fs11lh1-5 cf1 ff1">การเรียกลักษณะอาคารโดยทั่วๆไปที่ใช้ความสูงเป็นเกณฑ์</span></div><div><ul><li><span class="fs11lh1-5 cf1 ff1">อาคารสูง (High-Rise) จะมีความสูง 23-150 เมตร, จำนวนประมาณ 7-40 ชั้น</span></li><li><span class="fs11lh1-5 cf1 ff1">ตึกระฟ้า (Skyscraper) จะมีความสูง 150 เมตรขึ้นไป, จำนวน 40 ชั้นขึ้นไป</span></li><li><span class="fs11lh1-5 cf1 ff1">Supertall &nbsp;จะมีความสูง 300 เมตรขึ้นไป, จำนวน 75 ชั้นขึ้นไป (ยกตัวอย่าง ตึกคิงเพาเวอร์ มหานคร, อาคาร Magnolias Waterfront, เป็นต้น)</span></li><li><span class="fs11lh1-5 cf1 ff1">Megatall จะมีความสูง 600 เมตรขึ้นไป, จำนวน 120 ชั้นขึ้นไป (ยกตัวอย่าง Burj Khalifa, เป็นต้น)</span></li></ul></div><div><span class="fs11lh1-5 cf1 ff1"><br></span></div><div><span class="fs11lh1-5 cf1 ff1">ลักษณะ (Characteristic) ของอาคารสูงที่ทำให้ NFPA 20 ต้องระบุรายละเอียดเพิ่มเติมใน Chapter 5 - Fire Pumps for High-Rise Building คือ</span></div><div><ol><li><span class="fs11lh1-5 cf1 ff1">อาคารสูงต้องการระบบดับเพลิงด้วยน้ำที่มักจะซับซ้อนกว่าปกติ</span></li><ol><li><span class="fs11lh1-5 cf1 ff1">การต่อเครื่องสูบน้ำดับเพลิงแบบอนุกรม (Serie) มักจะพบในอาคารสูง (การนำเครื่องสูบน้ำดับเพลิงรับน้ำจากเครื่องสูบน้ำดับเพลิงตัวก่อนหน้าเพื่อเพิ่มความดัน สามารถทำได้ตาม NFPA 20 แต่ต้องมีเงื่อนไขควบคุมเพิ่มเติม, แต่ในมาตรฐาน วสท.3002-51 ข้อ 5.6.7.4.2 เครื่องสูบน้้ำดับเพลิงของแต่ละเขตต้องไม่ต่อนุกรมกัน ดังนั้น ในความเห็นส่วนตัวของผู้เขียน, วสท.คงจะมีการปรับปรุงมาตรฐานเพื่อรับมือกับอาคารที่สูงมากขึ้นเรื่อยๆ)</span></li><li><span class="fs11lh1-5 cf1 ff1">อาคารสูงมักประกอบด้วยหลายเขต (Zone) ของท่อยืน, ถังเก็บน้ำดับเพลิง, และระบบวาล์วเติมน้ำดับเพลิงอัตโนมัติ</span></li></ol><li><span class="fs11lh1-5 cf1 ff1">ผู้ใช้อาคารจะฝากชีวิตไว้กับเครื่องสูบน้ำดับเพลิงของอาคารเมื่อเกิดเพลิงไหม้บนอาคารสูงขึ้น ซึ่งแผนอพยพในอาคารสูงอาจต้องร่วมกับพื้นที่หลบอัคคีภัย (Area of Refuge หรือ Refuge floor) ที่วางระบบไว้ (ดูข้อมูลพื้นที่หลบอัคคีภัยเพิ่มเติมใน วสท.3002-51, ข้อ 3.7.10)</span></li><li><span class="fs11lh1-5 cf1 ff1">อาคารสูงเป็นอาคารที่มีมูลค่าสูง</span></li><li><span class="fs11lh1-5 cf1 ff1">ในขณะเกิดเพลิงไหม้ เจ้าหน้าที่ดับเพลิงต้องสามารถเข้าถึงเครื่องสูบน้ำดับเพลิงของอาคารได้โดยสะดวกและมั่นใจว่าปลอดภัย</span></li><li><span class="fs11lh1-5 cf1 ff1">พื้นที่ครอบครองอาจมีนัยสำคัญในบางอาคาร (ผู้เขียนพบเสมอว่า หลายอาคารมีการใช้พื้นที่ไม่ตรงกับที่ออกแบบ เช่น ใช้เป็นคลังสินค้าที่มีการวางกระดาษกล่องสำหรับบรรจุภัณฑ์ซึ่งเป็นวัสดุติดไฟได้ดีไว้บนชั้นวางเหล็ก หรือ Rack storage ซึ่งประเภทพื้นที่ครอบครองต่างจากสำนักงาน ทำให้ระบบดับเพลิงที่ออกแบบไว้ ไม่สามารถควบคุมได้)</span></li><li><span class="fs11lh1-5 cf1 ff1">อาคารที่สูงกว่า 91 เมตร เจ้าหน้าที่ดับเพลิงโดยส่วนใหญ่ต้องพึ่งเครื่องสูบน้ำดับพลิงของอาคารนั้นในการดับเพลิง</span></li><li><span class="fs11lh1-5 cf1 ff1">อาคารที่สูงกว่า 152.4 เมตร การอพยพผู้ใช้อาคารจะทำได้ยาก ดังนั้นจึงมักจะวางแผนปกป้องชีวิตผู้ใช้อาคารแบบ "Protect in place"</span></li></ol></div><div><span class="fs11lh1-5 cf1 ff1"><br></span></div><div><span class="fs11lh1-5 cf1 ff1">เนื้อหาใน NPFA 20 - 2025, Chapter 5 จะมีดังนี้</span></div><div><span class="fs11lh1-5 cf1 ff1"> &nbsp;&nbsp;ข้อ 5.1 General สำหรับเครื่องสูบน้ำดับเพลิงที่ใช้กับอาคารสูงให้ดูรายละเอียดในบทนี้เพิ่มเติม (การติดตั้งเครื่องสูบน้ำดับเพลิง ต้องสอดคล้องกับข้อกำหนดอื่นๆ ตาม NFPA 20 และที่เกี่ยวข้องด้วย, แต่ข้อกำหนดเพิ่มเติมสำหรับใช้กับอาคารสูงจะถูกเพิ่มเติมตามบทนี้)</span></div><div><span class="fs11lh1-5 cf1 ff1"> &nbsp;&nbsp;ข้อ 5.2 Equipment Access ตำแหน่งของห้องเครื่องสูบน้ำดับเพลิง และช่องทางเข้า ต้องมีการวางแผนร่วมกับเจ้าหน้าที่ดับเพลิงล่วงหน้า (Preplanning) สำหรับกรณีเกิดเพลิงไหม้ รวมถึงมีการป้องกันด้วยผนังทนไฟตามที่มาตรฐานและกฎหมายกำหนด เพื่อให้เกิดความปลอดภัยกับเจ้าหน้าที่ดับเพลิงที่จะต้องเข้าไปควบคุม</span></div><div><span class="fs11lh1-5 cf1 ff1"> &nbsp;&nbsp;ข้อ 5.3 ถังเก็บน้ำดับเพลิง (Water Supply Tanks) จะต้องสร้างให้สอดคล้องกับมาตรฐาน เช่น NFPA 22, ถ้าใช้น้ำดับเพลิงร่วมกับระบบน้ำดี (domestic supply) ในอาคาร ท่อของน้ำดีจะต้องสูงกว่า ระดับน้ำดับเพลิงสำรองที่ต้องการ</span></div><div><span class="fs11lh1-5 cf1 ff1"> &nbsp;&nbsp;ข้อ 5.4 Fire pump test arrangement กรณีรับน้ำจากถังเก็บน้ำดับเพลิง จะต้องมีการจัดเตรียมมิเตอร์วัดอัตราการไหล หรือ หัวทดสอบ ที่ไหลเวียนน้ำสำหรับทดสอบเครื่องสูบน้ำดับเพลิงกลับไปที่ถังเก็บน้ำดับเพลิง เพื่อให้ทดสอบได้โดยสะดวกและปลอดภัย</span></div><div><span class="fs11lh1-5 cf1 ff1"> &nbsp;&nbsp;ข้อ 5.5 Alternate Power ถ้าเลือกใช้เครื่องสูบน้ำดับเพลิงมอเตอร์ไฟฟ้า จะต้องมีระบบไฟฟ้าทางเลือก เช่น เครื่องกำเนิดไฟฟ้าสำรอง ตาม 9.6 On-site Standby Generator Systems หรือ เครื่องสูบน้ำดับเพลิงสำรองที่รับไฟจากแหล่งไฟทางเลือก ตาม 9.3 Alternate Power</span></div><div><span class="fs11lh1-5 cf1 ff1">(ข้อนี้ผู้เขียนค่อนข้างเป็นห่วงสำหรับผู้ใช้อาคารสูง เนื่องจากไม่มั่นใจว่าอาคารสูงส่วนใหญ่ได้ลงทุนระบบดับเพลิงสำรองให้สอดคล้องกับ NFPA หรือไม่ และตามที่ได้กล่าวด้านบน, เจ้าหน้าที่ดับเพลิงจะต้องพี่งพาเครื่องสูบน้ำดับเพลิงของอาคารเป็นหลัก ถ้าเครื่องสูบน้ำดับเพลิงของแต่ละโซนที่มีเพียงตัวเดียวหรือระบบจ่ายไฟเดียวเกิดมีปัญหา จะมีความเสี่ยงสูงมาก)</span></div><div><span class="fs11lh1-5 cf1 ff1"> &nbsp;&nbsp;ข้อ 5.6 Very Tall Building เป็นหน้าที่ของผู้ใช้อาคารที่ต้องประสานงานกับเจ้าหน้าที่ดับเพลิงในพื้นที่ของตัวเองเพื่อตรวจสอบว่าอาคารของตัวเองเกินความสามารถของรถดับเพลิงที่อยู่ใกล้เคียงหรือไม่ ถ้าเกินก็เข้าข่ายเป็น Very Tall Building ที่จะต้องมีข้อกำหนดเพิ่มเติมตาม NFPA 20 เช่น </span></div><div><span class="fs11lh1-5 cf1 ff1"> &nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;- ปริมาณน้ำดับเพลิงสำรองต้องเพียงพอกับค่าความต้องการปริมาณน้ำดับเพลิง (fire protection water demand)</span></div><div><span class="fs11lh1-5 cf1 ff1"> &nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;- ถังเก็บน้ำดับเพลิง ต้องมีวาล์วเติมน้ำอัตโนมัติที่สามารถเติมน้ำดับเพลิงเข้าถังไม่น้อยกว่าค่าความต้องการปริมาณน้ำดับเพลิง! ดังนั้นก็ต้องพิจารณากันแล้วว่าจะนำน้ำมาเติมอย่างไรให้เพียงพอ</span></div><div><span class="fs11lh1-5 cf1 ff1"> &nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;- ถังเก็บน้ำดับเพลิงของแต่ละเขต หรือ Zone จะต้องมีหรือแบ่งกั้นเป็นอย่างน้อย 2 ถัง และในกรณีที่มีถังที่ใช้งานไม่ได้ จะต้องมีอย่างน้อยหนึ่งถังที่มีปริมาณน้ำดับเพลิงสำรองไม่ต่ำกว่า 50% ของค่าความต้องการปริมาณน้ำดับเพลิง, ในแต่ละถังจะมีวาล์วเติมน้ำอัตโนมัติแยกอิสระจากกัน</span></div><div><span class="fs11lh1-5 cf1 ff1"> &nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;- ดังน้ันเมื่อมีถังเก็บน้ำที่ใช้งานไม่ได้ ระบบดับเพลิงจะยังมีน้ำดับเพลิงเพียงพอตามความต้องการปริมาณน้ำดับเพลิงสูงสุด จากน้ำที่สำรองไว้ในถัง รวมกับ ระบบเติมน้ำดับเพลิงอัตโนมัติที่เติมน้ำได้ไม่น้อยกว่าความต้องการปริมาณน้ำดับเพลิง (ยกตัวอย่างเช่น เครื่องสูบน้ำดับเพลิงขนาด 1,000 gpm วาล์วเติมน้ำอัตโนมัติจะต้องสามารถเติมน้ำดับเพลิงเข้าถังเก็บน้ำดับเพลิงได้ไม่น้อยกว่า 1,000 gpm)</span></div><div><span class="fs11lh1-5 cf1 ff1"> &nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;- ต้องมีเครื่องสูบน้ำดับเพลิงอัตโนมัติสำรอง สำหรับเขต หรือ Zone ที่รถดับเพลิงส่งน้ำดับเพลิงขึ้นไปจ่ายไม่พอ, หรือวิธีการอื่นๆที่ระบบดับเพลิงยังฉีดน้ำดับเพลิงได้ตามปกติ ในกรณีที่เครื่องสูบน้ำดับเพลิงหลักใช้งานไม่ได้ตามที่ AHJ ยอมรับ</span></div><div><span class="fs11lh1-5 cf1 ff1"><br></span></div><div><span class="fs11lh1-5 cf1 ff1">ผู้เขียนพยายามเขียนให้สั้นและกระชับตามที่ผู้เขียนเข้าใจโดยไม่ลงเนื้อหาที่ละเอียดจนเกินไปเพื่อจุดประสงค์ในการชี้ให้เห็นถึงความสำคัญของเครื่องสูบน้ำดับเพลิงในอาคารสูงที่จะต้องมีความน่าเชื่อถือ (Reliable) สูงมากๆ, หากมีสิ่งใดที่คิดว่าไม่ถูกต้อง ผู้อ่านสามารถศึกษาเพิ่มเติมได้ใน NFPA 20 Standard for the Installation of Stationary Pumps for Fire Protection และมาตรฐานอื่นๆที่เกี่ยวข้องและ NFPA 20 อ้างถึง, และที่สำคัญที่สุดในการทำให้ถูกต้องสอดคล้องกับกฎหมายและมาตรฐาน ให้ปรึกษากับบริษัทประกันภัยของท่านหรือหน่วยงานราชการที่เกี่ยวข้องก่อนตัดสินใจใดๆ</span></div><div><span class="fs11lh1-5 cf1 ff1"><br></span></div><div><span class="fs11lh1-5 cf1 ff1">หมายเหตุ ขอขอบคุณภาพประกอบจากเว็บไซต์ </span><span class="fs11lh1-5 cf1 ff1">bangkokbiznews.com</span><span class="fs11lh1-5 cf1 ff1">, ภาพดังกล่าวไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับเนื้อหาที่เขียน</span></div><div><span class="fs11lh1-5 cf1 ff1"><br></span></div><div><span class="fs11lh1-5 cf1 ff1">รับทดสอบสมรรถนะเครื่องสูบน้ำดับเพลิงประจำปีตามกฎหมาย พร้อมรับรองรายงานโดยวิศวกร</span></div><div><span class="fs11lh1-5 cf1 ff1">สอบถามเพิ่มเติมได้ที่ นายวีรวุฒิ มือถือ 0815778879</span></div><div><span class="fs11lh1-5 cf1 ff1">บริษัท ดับบลิวแอล วิศวกรรมและพลังงาน จำกัด</span></div><div><span class="fs11lh1-5 cf1 ff1">Line ID: 0815778879</span></div><div><span class="fs11lh1-5 cf1 ff1">Email: weerawut0312@gmail.com</span></div><div><span class="fs11lh1-5 cf1 ff1">www.WL-Engineering.co.th</span></div></div>]]></description>
			<pubDate>Sun, 25 Jan 2026 09:29:00 GMT</pubDate>
			<enclosure url="http://www.wl-engineering.co.th/blog/files/high-rise-building-courtesy-of-bangkokbiznews_thumb.png" length="1013199" type="image/png" />
			<link>http://www.wl-engineering.co.th/blog/?-------------------------------------fire-pumps-for-high-rise-building-</link>
			<guid isPermaLink="false">http://www.wl-engineering.co.th/blog/rss/000000025</guid>
		</item>
		<item>
			<title><![CDATA[ประเภทของพื้นที่ครอบครอง (Hazard occupancy)]]></title>
			<author><![CDATA[Weerawut]]></author>
			<category domain="http://www.wl-engineering.co.th/blog/index.php?category=Knowledge"><![CDATA[Knowledge]]></category>
			<category>imblog</category>
			<description><![CDATA[<div id="imBlogPost_000000024"><div><span class="fs11lh1-5 cf1 ff1">ประเภทของพื้นที่ครอบครอง (Hazard occupancy)</span></div><div><span class="fs11lh1-5 cf1 ff1"><br></span></div><div><span class="fs11lh1-5 cf1 ff1">อ้างอิงจาก วสท.3002-51, ข้อ 5.2.1.1 วัตถุประสงค์ การแบ่งประเภทของพื้นที่ครอบครอง หมายถึง การกำหนดประเภทของพื้นที่ๆ มีลักษณะการใช้งานคล้ายคลึงกันและมีความเสี่ยงในการติดไฟและลามไฟใกล้เคียงกัน เพื่อความมุ่งหมายในการจัดระบบป้องกันอัคคีภัยตามมาตรฐานที่กำหนด</span></div><div><span class="fs11lh1-5 cf1 ff1"><br></span></div><div><span class="fs11lh1-5 cf1 ff1">การแบ่งพื้นที่ครอบครองเป็นจุดเริ่มต้นของการออกแบบ ถ้าเลือกประเภทของพื้นที่ครอบครองที่อันตรายน้อยกว่าไปใช้กับพื้นที่ครอบครองที่มีอันตรายมากกว่า จะทำให้ระบบดับเพลิงที่ออกแบบมีขนาดไม่เพียงพอ เป็นเหตุให้ไม่สามารถดับไฟ หรือไม่สามารถควบคุมเพลิงไหม้ไม่ให้ลุกลามรุนแรง ซึ่งมีผลกับความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สิน</span></div><div><span class="fs11lh1-5 cf1 ff1"><br></span></div><div><span class="fs11lh1-5 cf1 ff1">การแบ่งประเภทพื้นที่ครอบครอง จะมีผลต่อการวางตำแหน่งหัวกระจายน้ำดับเพลิง (หัวสปริงเกอร์) ดังในรูปที่สเก็ตเปรียบเทียบให้เห็นแบบง่ายๆ เช่น อาคารยาว 40 เมตร กว้าง 25 เมตร คิดเป็นพื้นที่ 1,000 ตารางเมตร, </span><span class="fs11lh1-5 cf1 ff1">ถ้าวางหัวกระจายน้ำดับเพลิงด้วยประเภทพื้นที่ครอบครองอันตรายน้อย (Light hazard occupancy), พื้นที่ครอบครองอันตรายปานกลาง กลุ่มที่ 1 (Ordinary hazard occupancy group 1) และพื้นที่ครอบครองอันตรายมาก กลุ่มที่ 1 (Extra hazard occupancy group 1) จะมีจำนวนหัวกระจายน้ำดับเพลิงประมาณ 54, 90 และ 126 หัวตามลำดับ, </span><span class="fs11lh1-5 cf1 ff1">มีผลทำให้ต้องการปริมาณน้ำดับเพลิงสำหรับหัวกระจายน้ำดับเพลิงอย่างน้อย 150, 225 และ 750 gpm ตามลำดับ และนำไปรวมกับน้ำจากสายฉีดน้ำดับเพลิงสนับสนุน (Hose stream) ตามที่มาตรฐานระบุสำหรับแต่ละประเภทพื้นที่ครอบครอง </span><span class="fs11lh1-5 cf1 ff1">โดยผู้ออกแบบก็จะไปเลือกขนาดท่อ และคำนวณหาความดันที่เครื่องสูบน้ำดับเพลิงต้องส่งจ่ายน้ำสูงสุด เพื่อให้หัวกระจายน้ำดับเพลิงฉีดน้ำดับเพลิงในปริมาณที่ต้องการตามมาตรฐาน</span></div><div><span class="fs11lh1-5 cf1 ff1"><br></span></div><div><span class="fs11lh1-5 cf1 ff1">สรุปคือ พื้นที่เท่ากัน ออกแบบด้วยประเภทพื้นที่ครอบครองต่างกัน จะติดตั้งหัวกระจายน้ำดับเพลิงไม่เท่ากัน และค่าความต้องการปริมาณน้ำดับเพลิงก็ต่างกันมาก และแน่นอนว่าขนาดเครื่องสูบน้ำดับเพลิงก็จะต่างกันอย่างมีนัยสำคัญ</span></div><div><span class="fs11lh1-5 cf1 ff1"><br></span></div><div><span class="fs11lh1-5 cf1 ff1">ผู้เขียนมักพบว่า ระบบหัวกระจายน้ำดับเพลิงที่ติดตั้งอยู่ทั้งในโรงงาน และอาคารสูงเป็นจำนวนมากถูกออกแบบด้วยพื้นที่ครอบครองอันตรายน้อย (Light hazard) ซึ่งจะทำให้เกิดความเสี่ยง และยังทำให้ผู้ใช้พื้นที่เข้าใจว่ามีความปลอดภัย ผู้ที่สนใจสามารถดูในมาตรฐาน วสท.3002-51 หรือ NFPA 13 Standard for the Installation of Sprinkler System เพิ่มเติม</span></div><div><span class="fs11lh1-5 cf1 ff1">ยกตัวอย่างประเภทพื้นที่ครอบครองสำหรับแต่ละพื้นที่ โดยที่ผู้เขียนอ้างอิงจาก วสท. และ NFPA 13</span></div><div><ul><li><span class="fs11lh1-5 cf1 ff1">ห้องพักในโรงแรม - LH</span></li><li><span class="fs11lh1-5 cf1 ff1">สำนักงานที่เป็นอาคารสูงและอาคารขนาดใหญ่ - OH1</span></li><li><span class="fs11lh1-5 cf1 ff1">ห้องเครื่องสูบน้ำดับเพลิงขับด้วยมอเตอร์ไฟฟ้า - OH1</span></li><li><span class="fs11lh1-5 cf1 ff1">ห้องครัวในร้านอาหาร - OH1</span></li><li><span class="fs11lh1-5 cf1 ff1">ห้องซักแห้ง - OH1</span></li><li><span class="fs11lh1-5 cf1 ff1">ที่จอดรถยนต์ - OH2 (ตาม NFPA13-2025)</span></li><li><span class="fs11lh1-5 cf1 ff1">ห้องเครื่องสูบน้ำดับเพลิงดีเซล - EH2</span></li><li><span class="fs11lh1-5 cf1 ff1">โรงงานพลาสติก - EH2</span></li><li><span class="fs11lh1-5 cf1 ff1">โรงสีข้าว - OH2</span></li><li><span class="fs11lh1-5 cf1 ff1">เป็นต้น</span></li></ul></div><div><span class="fs11lh1-5 cf1 ff1"><br></span></div><div><span class="fs11lh1-5 cf1 ff1">การออกแบบให้ถูกต้องตั้งแต่เริ่มต้น จะมีค่าใช้จ่ายที่เหมาะสมและทำได้ง่ายกว่าการไปปรับปรุงแก้ไขในภายหลัง</span></div><div><span class="fs11lh1-5 cf1 ff1">การหลีกเลี่ยงค่าใช้จ่ายที่จำเป็น โดยการออกแบบให้มีขนาดเล็กกว่าที่ควรเพียงเพื่อประหยัดค่าใช้จ่าย สุดท้ายก็ต้องเสียค่าใช้จ่ายเพิ่มเติมเพื่อแก้ไขอีก</span></div><div><span class="fs11lh1-5 cf1 ff1"><br></span></div><div><span class="fs11lh1-5 cf1 ff1">รับทดสอบสมรรถนะเครื่องสูบน้ำดับเพลิงประจำปี, ทดสอบฉีดน้ำปลายสาย และคำนวณหาค่าความต้องการปริมาณน้ำดับเพลิง</span></div><div><span class="fs11lh1-5 cf1 ff1">สนใจติดต่อ นายวีรวุฒิ มือถือ 081-577-8879</span></div><div><span class="fs11lh1-5 cf1 ff1">บริษัท ดับบลิวแอล วิศวกรรมและพลังงาน จำกัด</span></div></div>]]></description>
			<pubDate>Sun, 25 Jan 2026 02:53:00 GMT</pubDate>
			<enclosure url="http://www.wl-engineering.co.th/blog/files/sprinkler-for-each-occupancy_thumb.jpg" length="372604" type="image/jpg" />
			<link>http://www.wl-engineering.co.th/blog/?--------------------------hazard-occupancy-</link>
			<guid isPermaLink="false">http://www.wl-engineering.co.th/blog/rss/000000024</guid>
		</item>
		<item>
			<title><![CDATA[สีของน้ำดับเพลิง สามารถบอกสุขภาพของระบบท่อดับเพลิงได้]]></title>
			<author><![CDATA[Weerawut]]></author>
			<category domain="http://www.wl-engineering.co.th/blog/index.php?category=Knowledge"><![CDATA[Knowledge]]></category>
			<category>imblog</category>
			<description><![CDATA[<div id="imBlogPost_000000023"><div><span class="fs14lh1-5">จากการทดสอบฉีดน้ำระบบดับเพลิงจาก FHC และ Hydrant ของลูกค้า มีหลายครั้งที่พบว่าน้ำดับเพลิงมีสีที่ไม่ปกติ จึงลองค้นคว้าข้อมูลเพิ่มเติม ทำให้ทราบว่ามันคือสัญญาณของ การเกิดสนิม (Oxidation) ซึ่งก็คือการกัดกร่อน (Corrosion) ประเภทหนึ่ง เกิดขึ้นจากการที่มีอากาศค้างอยู่ในระบบท่อดับเพลิง ซึ่งจะทำให้เกิดปัญหาการรั่วจากรูผุเล็กๆ (Pinhole leaks), คุณภาพน้ำแย่ลง, เกิดการอุดตันในหัวกระจายน้ำดับเพลิง (sprinkler) และที่สำคัญคือทำให้อัตราการไหลของน้ำดับเพลิงลดลง เนื่องจากความต้านทานในเส้นท่อเพิ่มสูงขึ้น น้ำดับเพลิงที่มีสีเป็นสีสนิม, หรือสีของโลหะที่เสื่อมสภาพเป็นสัญญาณของการกัดกร่อนแบบสนิม (Oxidation corrosion) ซึ่งเกิดขึ้น เมื่อมี ออกซิเจน, ความชื้น และ เหล็ก มาอยู่ด้วยกัน ซึ่งมักพบเสมอในระบบดับเพลิง</span><br></div><div><br></div><div><img class="image-0" src="http://www.wl-engineering.co.th/images/IMG_8366.JPG"  title="น้ำดับเพลิงมีสีคล้ำ" alt=""/><br></div><div><br></div><div>ถ้าพบว่าน้ำดับเพลิงของท่านมีสีส้ม หรือสีดำ แสดงว่าระบบท่อมีปัญหาแล้ว</div><div>สีส้ม แสดงว่ามี Hemetite (Fe2O3) ซึ่งเกิดจาก oxidation ในระยะแรก ซึ่งมักจะเกิดขึ้นได้ในเวลาไม่นาน</div><div>สีดำ แสดงว่ามี Magnetite (Fe3O4) ซึ่งจะเป็น oxidation ในระยะที่สอง ซึ่งต้องใช้เวลานานกว่าเดิม</div><div>ซึ่ง Fe ในสารประกอบที่เกิดขึ้นใหม่ ก็คือเนื้อเหล็กของระบบท่อที่สูญเสียไป แสดงว่า เนื้อเหล็กจะหายไปเรื่อยๆ เมื่อเกิดการทำปฏิกริยาขึ้น</div><div><br></div><div><img class="image-1" src="http://www.wl-engineering.co.th/images/IMG_4832.JPG"  title="น้ำดับเพลิงสีปกติ" alt=""/><br></div><div><br></div><div>จากประสบการณ์ของทางต่างประเทศพบว่า การระบายน้ำดับเพลิงทิ้งไม่ได้ช่วยให้ปัญหาดังกล่าวดีขึ้น แต่กลับทำให้แย่ลง ทุกๆ 1,000 gallon (ไฟร์ปัีมขนาด 500 gpm ฉีดน้ำนานแค่ 2 นาที) ที่ระบายออกและมีน้ำดับเพลิงใหม่มาเติม จะสูญเสียเหล็กไป 5 lbs (หรือ 2.3 kg) ในน้ำที่ระบายทิ้ง และเกิด Hemetite ขึ้นใหม่อีก 7 lbs (หรือ 3.2 kg) หลังจากนั้น </div><div><br></div><div>หมายเหตุ การระบายน้ำเพื่อแก้ปัญหาสนิมเพิ่มเติม เป็นคนละเรื่องการทดสอบการทำงานของตัวตรวจจับการไหล (Flow switch) หรือ ทดสอบ main drain test ที่จำเป็นต้องทำเพื่อให้แน่ใจว่าระบบยังทำงานได้เป็นปกติ</div><div><br></div><div>การกัดกร่อนจะเกิดขึ้นเสมอ เมื่ออากาศกับน้ำเจอกัน เช่นตามจุดสูงสุดของระบบท่อเปียก หรือจุดต่ำสุดของระบบท่อแห้ง ตามวาล์ว และมักเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่องในสภาวะอากาศอบอุ่นแบบประเทศเรา การแก้ปัญหาที่ Root cause ก็คือ ต้องพยายามเอาอากาศที่ค้างในระบบท่อดับเพลิงออกให้หมด ตั้งแต่ตอนทดสอบระบบดับเพลิงครั้งแรก, สำรวจว่าวาล์วระบายอากาศอัตโนมัติ (Automatic air vent valve) มีขนาดเหมาะสมหรือไม่ และยังทำงานเป็นปกติหรือไม่ ที่เครื่องสูบน้ำดับเพลิง และตามจุดต่างๆที่อากาศสามารถไปติดค้างได้ในระบบท่อ ซึ่งต้องไม่ให้ติดค้างอยู่ตลอดการใช้งาน และอาจใช้ทางเลือกของผู้จำหน่ายตามรายละเอียดในเว็บไซต์ก็ได้ ถ้าสนใจ &nbsp;</div><div><br></div><div><img class="image-2" src="http://www.wl-engineering.co.th/images/IMG_5116.JPG"  title="ตัวอย่างของวาล์วระบายอากาศอัตโนมัติที่่มี Vacuum breaker" alt=""/><br></div><div><br></div><div>ขอขอบคุณข้อมูลบางส่วนจาก Ivcinc.com</div><div>คร้ังต่อไปที่ฉีดน้ำ อย่าลืมสังเกตุสีของน้ำดับเพลิงของท่านเพื่อประเมินปัญหาการกัดกร่อนด้วยนะครับ</div></div>]]></description>
			<pubDate>Fri, 20 Dec 2024 05:17:00 GMT</pubDate>
			<enclosure url="http://www.wl-engineering.co.th/blog/files/IMG_8777_thumb.jpg" length="390926" type="image/jpg" />
			<enclosure url="http://www.wl-engineering.co.th/images/IMG_9143.jpg" length="258544" type="image/jpg" />
			<enclosure url="http://www.wl-engineering.co.th/images/IMG_5328.jpg" length="525370" type="image/jpg" />
			<link>http://www.wl-engineering.co.th/blog/?-----------------------------------------------------</link>
			<guid isPermaLink="false">http://www.wl-engineering.co.th/blog/rss/000000023</guid>
		</item>
		<item>
			<title><![CDATA[การทดสอบสมรรถนะเพื่อส่งมอบงาน Acceptance test]]></title>
			<author><![CDATA[Weerawut]]></author>
			<category domain="http://www.wl-engineering.co.th/blog/index.php?category=Knowledge"><![CDATA[Knowledge]]></category>
			<category>imblog</category>
			<description><![CDATA[<div id="imBlogPost_000000022"><div>ในการทดสอบสมรรถนะไฟร์ปั๊มเมื่อติดตั้งเสร็จ ในบ้านเรามักจะอ้างถึง NFPA20, Standard for the Installation of Stationary Pumps for Fire Protection เป็นเกณฑ์</div><div><br></div><div>เราลองมาดูเวอร์ชั่นปี 2022 เป็นตัวอย่าง ซึ่งมีสิ่งที่น่าสนใจสำหรับไฟร์ปั๊มทั่วๆไป คือ</div><div>14.2.4.1 ต้องมีสำเนาของ certified pump curve ของผู้ผลิตเอาไว้เปรียบเทียบกับผลทดสอบ</div><div><br></div><div><img class="image-0" src="http://www.wl-engineering.co.th/images/Certified-shop-test-curve.jpg"  title="" alt=""/><br></div><div><br></div><div>14.2.4.2 ที่ทุกสภาพอัตราสูบ (Flow condition) ที่ทดสอบตามที่ระบุใน 14.2.6.3, ไฟร์ปั๊มที่ติดตั้งจะต้องมีสมรรถนะตามที่ระบุ certified shop test curve ภายในค่าความแม่นยำของเครื่องมือวัด</div><div>ตรงนี้สำคัญมาก คนขาย หรือ ผู้รับเหมาที่รับงานติดตั้ง มักจะทดสอบแล้วเอาค่าที่ทดสอบได้ไปเปรียบเทียบกับ Pump Characteristics Curves (Figure A.6.2) แล้วสรุปว่าเมื่อความดันสุทธิขณะที่ไม่มีการไหล (churn pressure) มีค่าไม่เกิน 140% ของพิกัดความดัน (Rated pressure) และ ที่อัตราสูบ 150% ของพิกัดอัตราสูบ (Rated flow rate) มีค่าความดันไม่ต่ำกว่า 65% ของพิกัดความดัน แล้วสรุปว่าผ่านตาม NFPA20 เป็นความเข้าใจที่ไม่ถูกต้อง และมักจะเป็นปัญหาในภายหลังเมื่อทดสอบอย่างเหมาะสม</div><div>14.2.5 น้ำดับเพลิงที่จ่ายได้ (discharged flow) และความดันของเครื่องสูบน้ำดับเพลิงที่ทำได้จริงโดยไม่ได้ปรับชดเชยความเร็วรอบ จะต้องมากกว่าค่าความต้องการปริมาณน้ำดับเพลิงสูงสุดที่ออกแบบ</div><div>14.2.6.1 ใช้เครื่องมือวัดที่มีการสอบเทียบ ในการหาค่า ความดันสุทธิ, อัตราสูบผ่านเครื่องสูบน้ำดับเพลิง, ค่าความต่างศักย์และกระแสไฟฟ้า, และความเร็วรอบ</div><div>14.2.6.3 Fire Pump Flow Testing(s).</div><div>14.2.6.3.1 ไฟร์ปั๊มต้องสามารถจ่ายน้ำที่ ค่าต่ำสุด, ค่าพิกัด, และค่าสูงสุด ได้โดยไม่มีอุปกรณ์ใดร้อนผิดปกติ</div><div>14.2.6.3.2 ระดับความสั่นสะเทือนต้องไม่อยู่ในระดับที่อาจก่อให้เกิดความเสียหายกับอุปกรณ์ใดๆ</div><div>14.2.6.3.3 การวัดอัตราการไหลที่ค่าต่ำสุด, ค่าพิกัด, และค่าสูงสุด จะต้องควบคุมปริมาณน้ำให้จ่ายผ่านอุปกรณ์วัดที่ได้รับการรับรอง (โดยปกติ venturi flow meter ที่ติดตั้งกับระบบมักได้รับการรับรอง FM approved จึงมั่นใจในค่าความถูกต้องได้ถ้าติดตั้งอย่างถูกต้องตามที่ระบุ แต่มิเตอร์วัดการไหลชนิดอัลตราโซนิกที่ไปรัดกับท่อที่ถึงแม้มีการสอบเทียบ ก็ไม่สามารถสอบเทียบที่เกิน 500 GPM และ ก็ไม่ได้ถูกรับรองโดยหน่วยงานใด โดย NFPA ก็ไม่เคยกล่าวถึง จึงไม่ชัดเจนว่าสอดคล้องกับมาตรฐานหรือไม่ และที่สำคัญการป้อนค่ามีผลกับค่าที่อ่านได้ ถ้าแค่ใส่ความหนาท่อไม่เท่ากับหน้างานจริงผลที่ได้ก็คลาดเคลื่อนไป เป็นต้น)</div><div>ก่อนทดสอบสมรรถนะ ระบบท่อด้านดูดต้องมีการล้างท่อ (Flushing) ตามที่ระบุใน 14.1.1</div><div>และทำการทดสอบความดัน (Hydrostatic test) ตามที่ระบุใน 14.1.2</div><div><br></div><div>เนื้อหาด้านบนเป็นเพียงบางส่วนที่อยากนำเสนอ ผู้อ่านที่สนใจสามารถหาอ่านเพิ่มเติมได้ใน www.NFPA.org</div><div>หลังจากส่งมอบงาน จะเข้าสู่การตรวจสอบประจำสัปดาห์, การทดสอบประจำปี, โดยในปีถัดไป การทดสอบสมรรถนะเครื่องสูบน้ำดับเพลิงประจำปี จะใช้มาตรฐาน NFPA25 ITM of Water-Based Fire Protection Systems หรือ วสท.033011-19 มาตรฐานการตรวจสอบ ทดสอบ และบำรุงรักษาระบบดับเพลิงด้วยน้ำ</div><div><br></div><div>ในกรณีที่ไม่เคยทดสอบ แต่จำเป็นต้องเริ่มทดสอบไม่ว่าจะด้วยเหตุผล เพื่อความปลอดภัยตามกฏหมายหรือถูกประกันภัยขอขึ้นค่าเบี้ยประกันเพราะไม่มีการผลทดสอบ ก็คงต้องช่วยกันหาข้อมูลสมรรถนะไฟร์ปั๊มหรือ Pump curve ที่ติดตั้งอยู่ เพื่อนำมาใช้เปรียบเทียบกับผลทดสอบ ในยุคปัจจุบันที่มีข้อมูลบนอินเตอร์เน็ตมากมายน่าจะพอหาได้ และถ้าลูกค้าช่วยขอไปทางผู้ขายก็อาจจะง่ายกว่าและถูกต้องกว่า ถ้าไม่มีจริงๆ ก็จะทำให้สรุปผลทดสอบว่าผ่านเกณฑ์หรือไม่ผ่านเกณฑ์ไม่ได้ เพราะไม่มีค่าอ้างอิง การจะใช้ผลการทดสอบครั้งแรกหลังจากใช้งานมาหลายปีมาอ้างอิงสำหรับเปรียบเทียบในปีถัดไปจะไม่ถูกต้อง เพราะจะรู้ได้อย่างไรว่าสมรรถนะยังเท่าเดิมอยู่</div></div>]]></description>
			<pubDate>Thu, 19 Dec 2024 13:10:00 GMT</pubDate>
			<enclosure url="http://www.wl-engineering.co.th/blog/files/sample-field-test---Satisfy_thumb.jpg" length="128495" type="image/jpg" />
			<link>http://www.wl-engineering.co.th/blog/?------------------------------acceptance-test</link>
			<guid isPermaLink="false">http://www.wl-engineering.co.th/blog/rss/000000022</guid>
		</item>
		<item>
			<title><![CDATA[การออกแบบท่อแนวข้างที่จ่ายน้ำให้ตู้ FHC หรือ หัวจ่ายน้ำ (Hose connection) บนอาคารสูง]]></title>
			<author><![CDATA[Weerawut]]></author>
			<category domain="http://www.wl-engineering.co.th/blog/index.php?category=Knowledge"><![CDATA[Knowledge]]></category>
			<category>imblog</category>
			<description><![CDATA[<div id="imBlogPost_000000021"><div><img class="image-1" src="http://www.wl-engineering.co.th/images/Lateral-pipe.jpg"  title="ตัวอย่างของการออกแบบท่อแนวข้างที่จ่ายน้ำให้ตู้ FHC" alt=""/><br></div><div><br></div><div>จากการทดสอบการไหลของระบบท่อยืนอาคารสูงในหลายครั้งจะสังเกตุว่า ขนาดพิกัดอัตราสูบของเครื่องสูบน้ำดับเพลิงหรือไฟร์ปั๊มของอาคารไม่สอดคล้องกับจำนวนตู้ FHC หรือ Hose connection ของอาคารที่เข้าไปทดสอบ ยกตัวอย่างเช่น มีท่อยืน (standpipe) 3 ท่อ (หรือ 3 risers) แต่บางท่อยืนต่อท่อแนวข้าง (Lateral pipe)ไปจ่ายน้ำให้กับตู้ FHC เพิ่มอีก 1 ตู้ กลายเป็น 2 ตู้จากท่อยืนนั้น ในทุกๆชั้น นั่นหมายความว่าจำนวนตู้ FHC หรือ Hose connection ที่มี คือ 4 จุด มีมากกว่า ท่อยืนที่จัดเตรียมไว้ ที่ 3 ท่อ, การคำนวณค่าความต้องการปริมาณน้ำดับเพลิงของท่อยืน จะต้องคิดว่ากรณีที่จำเป็นต้องใช้น้ำดับเพลิงพร้อมกัน ซึ่งจะต้องเป็น 4 จุด </div><div><br></div><div>ถ้าเราคำนวณว่ามีเพียง 3 ท่อยืน อัตราการไหลที่ต้องการ = 500 + 250 + 250 = 1,000 GPM แต่ถ้าต้องจ่ายน้ำดับเพลิง 4 จุดจะต้องคำนวณเป็น 4 ท่อยืน อัตราการไหลที่ต้องการ = 500 + 250 +250 + 250 = 1,250 GPM ทำให้อัตราการไหลในท่อยืนที่ออกแบบไว้จะเพิ่มขึ้น มีผลให้เกิดความต้านทานสูญเสียในเส้นท่อสูงกว่าที่ออกแบบไว้ อาจทำให้ความดันใช้งานที่จุดไกลสุดและสูงสุดลดต่ำกว่าที่กฎหมายกำหนด 65 PSI ได้ และที่สำคัญคือขนาดของไฟร์ปั๊มอาจไม่พอกับค่าความต้องการปริมาณน้ำดับเพลิง ยกเว้นแต่ว่าผู้ออกแบบได้คำนวณค่าความต้องการปริมาณน้ำดับเพลิงดังกล่าวด้วยวิธีกลศาสตร์ของไหล แล้วพิจารณาแล้วว่าไฟร์ปั๊มที่เลือกไว้สามารถจ่ายน้ำได้เพียงพอก็ไม่มีปัญหา</div><div><br></div><div><img class="image-0" src="http://www.wl-engineering.co.th/images/Figure-A.10.6.1.1.7.jpg"  title="" alt=""/><br></div><div><br></div><div>วิธีการออกแบบดังกล่าวมีที่มาจาก NFPA14 Standard for the Installation of Standpipe and Hose Systems, ในเวอร์ชั่นปี 2024</div><div>ข้อ 10.6.1.1.7 Where lateral piping serves a single hose connection, the minimum flow rate for the system shall be determined as if the hose connection is being served from a separate standpipe. ใน Annex ท้ายเล่ม มีคำอธิบายเพิ่มเติมเป็นแนวทางให้เข้าใจได้มากขึ้น โดยพิจารณาตัวอย่างในรูป Figure A.10.6.1.1.7 เป็น Riser diagram ของอาคาร ในแต่ละชั้นจะมีท่อยืนที่มีหัวจ่ายน้ำ (Hose connection) ที่อยู่ในช่องบันไดหนีไฟจำนวน 2 บันได และมีท่อในแนวข้าง (Lateral pipes) ต่อจากท่อยืนไปจ่ายน้ำให้หัวจ่ายน้ำดับเพลิง ซึ่งอาจทำให้เกิดความสะดวกในการลดท่อยืนที่ต้องติดตั้ง แต่จำเป็นต้องคิดน้ำดับเพลิงสำหรับหัวที่ต่อออกไปเพิ่มในรายการคำนวณกลศาสตร์ของไหลด้วย</div><div> </div><div>ตามมาตรฐาน NFPA14 ถ้าอาคารในตัวอย่างไม่ได้ติดตั้งหัวกระจายน้ำดับเพลิง (Automatic sprinkler ที่ออกแบบตาม NFPA13) จะต้องคำนวณโดยจ่ายน้ำจากหัวจ่ายน้ำ A, B, C, D และ H จุดละ 250 GPM (รวมเป็น 1,250 GPM) แต่ถ้ามีการติดตั้งหัวกระจายน้ำดับเพลิงทั่วทั้งอาคาร จะสามารถคำนวณเฉพาะหัวจ่ายน้ำ B, C, D และ H จุดละ 250 GPM เท่านั้น (รวมเป็น 1,000 GPM, อ้างอิงจาก NFPA14, ข้อ 10.6.1.1.6) แต่ไม่ว่าจะมีหัวกระจายน้ำดับเพลิงหรือไม่ ท่อยืนด้านขวาที่สมมติว่าเป็นท่อไกลสุด จะต้องมีน้ำดับเพลิง จำนวน 750 GPM ผ่านท่อดับเพลิงที่จ่ายไปให้จุด H เพราะจ่ายให้ หัวจ่ายน้ำ C = 250 GPM, หัวจ่ายน้ำ D = 250 GPM และ หัวจ่ายน้ำ H = 250 GPM ไม่ใช่ 500 GPM อย่างที่เราออกแบบกันตามปกติสำหรับท่อยืนแรกที่ไกลสุดและสูงสุด</div><div><br></div><div>ดังนั้นในขั้นตอนการออกแบบ วิศวกรและสถาปนิกที่วางตำแหน่งท่อยืน และตู้ FHC จะต้องเข้าใจแนวคิดตรงนี้ เพื่อให้คำนวณค่าความต้องการปริมาณน้ำดับเพลิงได้ถูกต้อง ซึ่งจะถูกนำไปใช้เลือกขนาดเครื่องสูบน้ำดับเพลิงต่อไป</div><div><br></div><div>หมายเหตุ การออกแบบตามมาตรฐาน NFPA14 ในเรื่องการคำนวณอัตราการไหลทั้งหมดเพียง 1,000 GPM กรณีที่ติดตั้งหัวกระจายน้ำดับเพลิงทั่วทั้งอาคาร ยังไม่สอดคล้อง กับกฎกระทรวง ฉบับที่ 33 ออกตามความใน พรบ.ควบคุมอาคาร พ.ศ.2522 ของเรา ข้อ 18 (5) ปริมาณการส่งจ่ายน้ำสำรองต้องมีปริมาณการจ่ายไม่น้อยกว่า 30 ลิตรต่อวินาทีสำหรับท่อยืนแรก และไม่น้อยกว่า 15 ลิตรต่อวินาที สำหรับท่อยืนแต่ละท่อที่เพิ่มขึ้นในอาคารหลังเดียวกัน แต่รวมแล้วไม่จำเป็นต้องมากกว่า 95 ลิตรต่อวินาที และสามารถส่งจ่ายน้ำสำรองได้เป็นเวลาไม่น้อยกว่า 30 นาที</div><div>(เมื่อเราแปลงหน่วยจะได้ว่า 30 ลิตรต่อวินาที = 476 GPM, 15 ลิตรต่อวินาที = 238 GPM และ 95 ลิตรต่อวินาที = 1,505 GPM โดยประมาณ หมายถึงถ้าอาคารใหญ่มากมีท่อยืนมากกว่า 5 ท่อยืน ต้องคำนวณไม่น้อยกว่า 5 ท่อยืน หรือ 1,505 GPM จึงจะสอดคล้องกับกฎหมาย) </div><div><br></div><div>บทความที่ผู้เขียนนำเสนอเป็นการศึกษาเรียนรู้จากมาตรฐานเท่าที่หาได้ ประกอบกับความเข้าใจในการออกแบบระบบดับเพลิง และประสบการณ์จากการทดสอบในภาคสนาม ซึ่งอาจมีวิศวกรออกแบบมากมายที่ไม่เห็นด้วยและยินดีรับฟังความเห็น จึงขอให้ผู้อ่านที่ผู้เขียนเชื่อว่ามีคุณวุฒิ และวัยวุฒิ สามารถใช้วิจารณญาณประกอบการตัดสินใจรับข้อมูลที่คิดว่าเหมาะสม และนำไปใช้ถ้าลองตรวจสอบแล้วเป็นดังที่กล่าว เพื่อให้เกิดความปลอดภัยกับผู้ใช้อาคารสูงสุด และ ลดความสูญเสียในกรณีเกิดเพลิงไหม้ให้เหลือน้อยที่สุด</div></div>]]></description>
			<pubDate>Thu, 19 Dec 2024 08:17:00 GMT</pubDate>
			<enclosure url="http://www.wl-engineering.co.th/blog/files/IMG_4366_thumb.jpg" length="266331" type="image/jpg" />
			<link>http://www.wl-engineering.co.th/blog/?------------------------------------fhc------------------hose-connection------------</link>
			<guid isPermaLink="false">http://www.wl-engineering.co.th/blog/rss/000000021</guid>
		</item>
		<item>
			<title><![CDATA[ขั้นตอนการคำนวณค่าความต้องการปริมาณน้ำดับเพลิงของระบบท่อยืน (Standpipe)]]></title>
			<author><![CDATA[Weerawut]]></author>
			<category domain="http://www.wl-engineering.co.th/blog/index.php?category=Share_experience"><![CDATA[Share experience]]></category>
			<category>imblog</category>
			<description><![CDATA[<div id="imBlogPost_000000020"><div><span class="fs11lh1-5 cf1 ff1">การคำนวณค่าความต้องการปริมาณน้ำดับเพลิงของระบบท่อยืนไม่ซับซ้อนเท่ากับระบบหัวกระจายน้ำดับเพลิง ซึ่งสิ่งที่ยุ่งยากและใช้เวลา คือการรวบรวมและสรุปข้อมูลระบบท่อยืน จาก Riser diagram และแนวท่อ For construction หรือ As-built ที่จะต้องทราบวัสดุที่ใช้, ขนาดท่อ และความยาวท่อ, จำนวนข้องอ, สามทาง รวมถึง วาล์วต่างๆที่มีผลทำให้ความดันลดลง</span></div><div><span class="fs11lh1-5 cf1 ff1">เมื่อรวบรวมข้อมูลครบถ้วนแล้ว เริ่มจาก หัวจ่ายน้ำดับเพลิงชั้นบนสุดที่จะต้องฉีดน้ำได้ </span><span class="fs11lh1-5 cf1 ff1"></span><span class="fs11lh1-5 cf1 ff1">250 GPM ที่ความดันใช้งาน 65 PSI ตามกฎหมายไทย ดังนั้นเราจะคำนวณค่า K = Q/P^0.5 = 250/65^0.5 = 31.01 gpm/PSI^0.5 ดังนั้นที่ปลายสายของชั้นบนสุดจะฉีดน้ำ 250 GPM ที่ความดันใช้งาน 65 PSI และเริ่มคำนวณตามขั้นตอน โดยคำนวณหาค่าความต้านทานการไหลต่อความยาว จาก สูตร p = 4.52*Q^1.85 / C^1.85/ d^4.87 &nbsp;รวมค่าความยาวท่อ และความยาวสมมูลท่อที่คิดจากข้อต่อ (อย่าลืมคิดความยาวสมมูลของ Hose valve ด้วย) แล้วคำนวณหาความดันที่ลดลงจากความยาวท่อที่จะต้องเพิ่มให้ระบบ และ ความดันที่จะต้องเพิ่มจากความสูงของท่อที่สูงขึ้น (รายละเอียดศึกษาเพิ่มเติมจาก วสท.3002-51 หรือมาตรฐาน NFPA13 หรือ 14 หรือ Youtube) เมื่อถึงจุดต่อที่ต้องฉีดน้ำเพิ่มก็รวมอัตราการไหลเพิ่ม และคำนวณไปเรื่อยๆ จนถึงจุดที่ต่อกับเครื่องสูบน้ำดับเพลิง ก็จะได้อัตราการไหลและความดันที่ต้องใช้ในการส่งเข้าไปในระบบท่อยืน เพื่อให้ได้อัตราการไหลและความดันที่ต้องการ ที่เรียกว่า ค่าความต้องการปริมาณน้ำดับเพลิง (Water demand)</span></div><div><span class="fs11lh1-5 cf1 ff1">จะเห็นว่าขั้นตอนการคำนวณระบบท่อยืนนี้จะมีไม่มาก สามารถคำนวณด้วยมือหรือใช้ MS Excel ได้ ถ้าเข้าใจหลักการ และจัดการหน่วยวัดให้ตรงกัน</span></div><div><span class="fs11lh1-5 cf1 ff1">อย่างไรก็ตามโปรแกรมการคำนวณ Hydrauic calculation จะเข้ามาช่วยทำให้ลดความผิดพลาดจากการคำนวณได้ และตรวจทานได้สะดวก และกรณีที่ต้องการลองปรับขนาดของท่อ, จำเป็นต้องมีการเพิ่มเติมท่อและข้อต่อ, ต้องการจำลองท่อที่มีความต้านทานเพิ่่มขึ้น จะสามารถทำได้อย่างรวดเร็ว และรายงานที่ให้ข้อมูลครบถ้วนสมบูรณ์สามารถเก็บไว้ใช้อ้างอิงเมื่อต้องการ หรือให้ตรวจสอบในภายหลังได้อย่างเหมาะสม</span></div><div><br></div><div><span class="fs11lh1-5 cf1 ff1">สิ่งที่สำคัญในการใช้โปรแกรม คือ การป้อนค่าที่ถูกต้อง และสามารถตรวจทานได้ ว่าผลลัพธ์ที่คำนวณได้สอดคล้องตามหลักวิศวกรรมหรือไม่ ตัวอย่างตามรูปเป็นการตรวจสอบยืนยันผลการคำนวณด้วยมือ และโปรแกรม เพื่อแสดงว่าผลลัพธ์ถูกต้อง (คำนวณด้วยมือ = 1,000 GPM @ 286.7 PSI ถ้าคำนวณด้วยโปรแกรม FIRE = 1,003 GPM @ 288.7 PSI ซึ่งใกล้เคียงกันมาก)</span></div><div><span class="fs11lh1-5 cf1 ff1">สมมติว่าเราต้องการทดลองเพิ่มขนาดท่อจากเครื่องสูบน้ำดับเพลิงไปถึงท่อสามทางที่มีการจ่ายน้ำให้ Riser ที่ 3 จาก 6 นิ้วเป็น 8 นิ้วจะสามารถลดความดันได้ เพียง -9.8 PSI (288.7 เหลือ 278.9 PSI), แต่ถ้ามีการปรับลดขนาดท่อ Riser ทั้ง 3 ท่อ จาก 6 นิ้ว เหลือ 4 นิ้ว จะต้องเพิ่มความดันขึ้น +25.2 PSI (288.7 เป็น 313.9 PSI), เป็นต้น</span></div><div><span class="fs11lh1-5 cf1 ff1"><br></span></div><div><span class="fs11lh1-5 cf1 ff1">รับออกแบบและจัดทำรายการคำนวณค่าความต้องการปริมาณน้ำดับเพลิงด้วยวิธีกลศาสตร์ของไหล ด้วยโปรแกรม Canute FHC หรือ Elite FIRE ที่มีลิขสิทธิ์ถูกต้อง พร้อมเซ็นต์รับรองรายการคำนวณโดย สามัญวิศวกรเครื่องกล</span></div><div><span class="fs11lh1-5 cf1 ff1">ติดต่อ นายวีรวุฒิ มือถือ 0815778879</span></div><div><span class="fs11lh1-5 cf1 ff1">บริษัท ดับบลิวแอล วิศวกรรมและพลังงาน จำกัด</span></div><div><span class="fs11lh1-5 cf1 ff1">อีเมล์: weerawut0312@gmail.com</span></div><div><span class="fs11lh1-5 cf1 ff1">Line ID: 0815778879</span></div></div>]]></description>
			<pubDate>Tue, 17 Dec 2024 12:06:00 GMT</pubDate>
			<enclosure url="http://www.wl-engineering.co.th/blog/files/verification_thumb.jpg" length="183287" type="image/jpg" />
			<enclosure url="http://www.wl-engineering.co.th/images/manual-calculation.jpg" length="675777" type="image/jpg" />
			<enclosure url="http://www.wl-engineering.co.th/images/Result-from-FIRE7.jpg" length="220985" type="image/jpg" />
			<enclosure url="http://www.wl-engineering.co.th/images/Sketch.jpg" length="58398" type="image/jpg" />
			<link>http://www.wl-engineering.co.th/blog/?-------------------------------------------------------------standpipe-</link>
			<guid isPermaLink="false">http://www.wl-engineering.co.th/blog/rss/000000020</guid>
		</item>
		<item>
			<title><![CDATA[วาล์วหัวจ่ายน้ำดับเพลิงแบบควบคุมความดัน (Pressure restricting (hose) valve)]]></title>
			<author><![CDATA[Weerawut]]></author>
			<category domain="http://www.wl-engineering.co.th/blog/index.php?category=Share_experience"><![CDATA[Share experience]]></category>
			<category>imblog</category>
			<description><![CDATA[<div id="imBlogPost_00000001F"><div>ในการออกแบบระบบดับเพลิงด้วยน้ำสำหรับอาคาร เราจำเป็นต้องเลือกให้เครื่องสูบน้ำดับเพลิงมีความดันด้านส่งสูงเพียงพอที่จะทำให้เมื่อจ่ายน้ำด้วยค่าความต้องการปริมาณน้ำดับเพลิงแล้ว ท่อยืนแรกจะต้องมีความดันใช้งานที่จุดสูงสุดและไกลสุดไม่น้อยกว่า 65 PSI เมื่อจ่ายน้ำดับเพลิงด้วยอัตราการไหลจากท่อยืนแรก 476 GPM (หรือ 500 GPM ตามมาตรฐาน วสท. และ NFPA14) ดังนั้น อาคารที่สูงเกินประมาณ 25 เมตร หรือ ประมาณ 9 ชั้นขึ้นไป (จะมีความดันเนื่องจากความสูงประมาณ 35 PSI) จึงหลีกเลี่ยงไม่ได้ที่จะมีพิกัดความดันของเครื่องสูบน้ำดับเพลิงเกิน 100 PSI ทำให้ความดันในเส้นท่อของชั้นที่เครื่องสูบน้ำดับเพลิงติดตั้งและชั้นถัดขึ้นไป ขณะที่ฉีดน้ำจะมีค่าสูงกว่า 100 PSI เป็นปกติ</div><div><br></div><div>ถ้าเราไปพิจารณา กฏกระทรวงฉบับที่ 33 (พ.ศ.2535) ออกตามความในพระราชบัญญัติควบคุมอาคาร พ.ศ.2522</div><div>ข้อ 18 (3) อาคารสูงต้องมีที่เก็บน้ำสำรองเพื่อใช้เฉพาะในการดับเพลิงและต้องมีระบบส่งน้ำที่มีความดันต่ำสุดที่หัวต่อสายฉีดน้ำดับเพลิงที่ชั้นสูงสุดไม่น้อยกว่า 0.45 เมกะปาสกาลมาตร แต่ไม่เกิน 0.7 เมกะปาสกาลมาตร ด้วยอัตราการไหล 30 ลิตรต่อวินาที โดยให้มีประตูน้ำปิดเปิดและประตูกันน้ำไหลกลับอัตโนมัติด้วย <span class="fs14lh1-5">ประโยคที่บอกว่าความดันต่ำสุดที่หัวต่อสายฉีดน้ำดับเพลิง ไม่น้อยกว่า 0.45 เมกะปาสกาลมาตร (หรือประมาณ 65 PSI) แต่ไม่เกิน 0.7 เมกะปาสกาลมาตร (หรือประมาณ 100 PSI) ทำให้เราต้องควบคุมความดันใช้งานให้อยู่ในช่วงที่กำหนด เพราะมีผลต่อการใช้งานในการดับเพลิงด้วยสายฉีดน้ำของเจ้าหน้าที่ดับเพลิง, ถ้าความดันต่ำเกินไป จะทำให้หัวฉีดน้ำดับเพลิง (Nozzle) ไม่สามารถสร้างลำน้ำ (stream) หรือ ม่านหมอก (fog) ได้ตามที่ต้องการจะมีผลต่อประสิทธิภาพในการดับเพลิง ในทางตรงข้ามถ้าสูงเกินไป ก็อาจทำให้เกิดอันตรายกับ เจ้าหน้าที่ดับเพลิง หรืออาจเกินพิกัดความดันของสายดับเพลิงที่ใช้ทำให้เกิดความเสียหาย เป็นอุปสรรคต่อการดับเพลิงเช่นเดียวกัน</span></div><div><br></div><div>อุปกรณ์ที่มักถูกเลือกใช้ในการลดความดันดังกล่าวสำหรับหัวจ่ายน้ำดับเพลิง (Hose valve) คือ วาล์วหัวจ่ายน้ำดับเพลิงแบบควบคุมความดัน (Pressure Restricting valve หรือ Pressure Restricting Hose valve) ซึ่งจะสามารถตั้งค่าความดันตกคร่อมโดยการปรับตามค่าที่ผู้ผลิตระบุ เพื่อให้ความดันใช้งานหลังผ่านวาล์วมีค่าตามที่ต้องการในขณะที่มีน้ำดับเพลิงไหลผ่าน (ย้ำว่าควบคุมเฉพาะเมื่อมีน้ำดับเพลิงไหลผ่าน ดังนั้นการทดสอบ จึงต้องทำเมื่อมีน้ำดับเพลิงไหลผ่าน)</div><div><br></div><div><img class="image-1" src="http://www.wl-engineering.co.th/images/IMG_4385.JPG"  title="ตัวอย่างวาล์วหัวจ่ายน้ำดับเพลิงแบบควบคุมความดัน" alt=""/><br></div><div><br></div><div>ยกตัวอย่าง Pressure Restricting valve ของผู้ผลิต GIACOMINI รุ่น A155 ขนาด 2.5 นิ้ว</div><div>ความดันตกคร่อม (Delta P) = (GPM/ Cv)^2 ผู้ผลิตจะให้ ค่า Cv ของแต่ละ Set number ตั้งแต่ขีด 1 - Full Open</div><div>ในกรณีที่ฉีดน้ำ 250 GPM จะได้ค่า ความดันตกคร่อม เป็น 323.5 - 4 PSI ตามลำดับ เมื่อแทนค่าในสูตร</div><div>สมมติถ้านำไปใช้ติดตั้งกับชั้นที่มีความดันใช้งานประมาณ 140 PSI <span class="fs14lh1-5">ถ้าตั้งค่าที่ 6 จะได้ความดันตกคร่อม 69.2 PSI เหลือความดันใช้งาน =140-69.2= 70.8 PSI (มากกว่า 65 PSI) </span><span class="fs14lh1-5">และถ้าตั้งค่าที่ 12 จะได้ความดันตกคร่อม 40.2 PSI เหลือความดันใช้งาน =140-40.2 = 99.8 PSI (ไม่เกิน 100 PSI)</span></div><div>ก็สามารถตั้งค่าได้ตั้งแต่ขีด 6 ถึง 12 ขึ้นอยู่กับพิจารณาว่าความดันในระบบท่อจะสูงขึ้นหรือต่ำลงตามการทำงานต่างๆ</div><div>ดังนั้นวิศวกรที่ออกแบบระบบดับเพลิงจะต้องทราบว่าความดันใช้งานของแต่ละชั้น (ขณะที่มีน้ำดับเพลิงไหล) จะมีค่าเป็นเท่าไร ซึ่งตามมาตรฐาน วสท. กำหนดว่าอาคารสูงต้องคำนวณด้วยวิธีกลศาสตร์ของไหล ซึ่งจะทำำให้ได้ความดันค่อนข้างแม่นยำ แล้วจึงไปกำหนดว่าถ้าต้องการตั้งค่าเพื่อไปสร้างความดันตกคร่อมให้กับวาล์วหัวจ่ายน้ำให้เหลือความดันที่ขาออกให้อยู่ในช่วง 65-100 PSI ควรใช้ Set number ใดสำหรับแต่ละชั้น</div><div>ผู้รับเหมาที่ติดตั้งก็ต้องตั้งค่า Set number ของวาล์วในแต่ละชั้นให้เป็นไปตามที่ออกแบบ (ยกเว้นเลือกใช้หัวจ่ายน้ำดับเพลิงแบบที่ตั้งค่ามาจากโรงงาน ก็ต้องติดตั้งตามที่สั่งมาให้ถูกต้อง)</div><div><br></div><div><img class="image-2" src="http://www.wl-engineering.co.th/images/Loss-calc.jpg"  title="การคำนวณความดันตกคร่อมที่ผู้ผลิตให้มา" alt=""/> &nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<img class="image-3" src="http://www.wl-engineering.co.th/images/graph.jpg"  title="กราฟของผู้ผลิตที่เพิ่มความสะดวกสำหรับใช้ในการปรับตั้ง" alt=""/><br></div><div><br></div><div>เมื่อติดตั้งระบบท่อและอุปกรณ์เสร็จมีการล้างท่อ (Flushing) และทดสอบความดันด้วยน้ำ (Hydrostatic testing) เรียบร้อย ก็ควรต้องมีการทดสอบการไหล (Flow test) ของหัวจ่ายน้ำดับเพลิงในแต่ละชั้นให้แน่ใจ ว่าได้ความดันใช้งานอยู่ในช่วงที่กำหนดเมื่อจ่ายน้ำดับเพลิงตามที่ออกแบบ (250 GPM สำหรับวาล์ว 2.5 นิ้ว) หรือไม่ เพราะบางครั้งตู้ FHC อาจถูกย้ายตำแหน่งตามสภาพหน้างาน และมีการใช้ท่อที่มีขนาดเล็กเกินไปหรือยาวและคดเคี้ยวเกินไป แต่การทดสอบฉีดน้ำดับเพลิงในปริมาณ 250 GPM อาจทำให้เกิดความเสียหายกับอาคารได้ง่าย และยุ่งยากในการทำความสะอาดหลังจากทดสอบมาก ดังนั้น NFPA14 ข้อ 9.10 จึงระบุให้มีการติดตั้ง Drains and Test riser ที่อยู่ใกล้กับท่อยืนที่มีการติดตั้ง Pressure restricting valve เพื่อใช้สำหรับทดสอบการไหล ซึ่งถ้าอาคารถูกออกแบบให้มีท่อดังกล่าวตามมาตรฐาน จะทำให้การทดสอบทำได้สะดวกทั้งขณะส่งมอบงาน และการทดสอบตามมาตรฐาน NFPA25 ในภายหลัง</div><div><br></div><div><img class="image-5" src="http://www.wl-engineering.co.th/images/INPN-Stairwell-Web.jpg"  title="เครื่องมือสำหรับทดสอบวาล์วหัวจ่ายน้ำดับเพลิงของระบบท่อยืน" alt=""/><br></div><div><br></div><div>ในฐานะวิศวกรทดสอบระบบดับเพลิง ได้มีการทดสอบตู้ FHC ของอาคารใหม่ที่ติดตั้ง Pressure Restricting valve และ ผู้รับเหมาได้ตั้งค่าเรียบร้อยแล้ว กลับพบว่า เมื่อทดสอบฉีดน้ำที่ 250 GPM อ่านค่าความดันใช้งานได้ 120 PSI (เกิน 100 PSI ตามที่กฎหมายกำหนด) จึงมีความเป็นห่วงว่า ระบบดับเพลิงในอาคารสูงส่วนใหญ่ มีการติดตั้งหัวจ่ายน้ำดับเพลิงแบบควบคุมความดัน แต่ไม่เคยมีการทดสอบ ทำให้ไม่สามารถมั่นใจได้ว่าเมื่อต้องการใช้งาน เจ้าหน้าที่ดับเพลิงจะสามารถใช้งานได้อย่างมีประสิทธิภาพและปลอดภัยหรือไม่ ซึ่งใน NFPA จะมี Case study เรื่องไฟไหม้ที่อาคาร One Meridian Plaza High-Rise ซึ่งในรายงานระบุสาเหตุส่วนหนึ่งที่ทำให้ไฟไหม้รุนแรง 8 ชั้นไหม้วอด จากทั้งหมด 38 ชั้น และมีเจ้าหน้าที่ดับเพลิงเสียชีวิตในขณะปฏิบัติหน้าที่ถึง 3 นาย เป็นเพราะ Pressure Restricting valve มีการตั้งค่าไม่ถูกต้อง ทำให้ได้ความดันใช้งานเพียงเพียง 60 PSI ไม่ว่าจะอัดน้ำเข้าไปในท่อยืนด้วยความดันเท่าไรก็ตาม เจ้าหน้าที่ดับเพลิงจึงไม่สามารถดับเพลิงได้ตามแทคติกที่ต้องการได้</div><div><br></div><div><img class="image-4" src="http://www.wl-engineering.co.th/images/IMG_4513.JPG"  title="การทดสอบการไหลจากตู้ FHC" alt=""/> &nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<img class="image-0" src="http://www.wl-engineering.co.th/images/167062_0.jpg"  title="ค่าความดันใช้งานขณะฉีดน้ำดับเพลิงจากตู้ FHC = 250 GPM" alt=""/><br></div><div><br></div><div>ถ้าท่านต้องเกี่ยวข้อง หรือต้องใช้อาคารที่มีการติดตั้งอุปกรณ์ดังกล่าว ลองพิจารณาทบทวนดูว่าควรต้องทำอะไรเพิ่มเติมหรือไม่ เพื่อให้มั่นใจว่ามีความปลอดภัย ในปัจจุบัน NFPA14 กำหนดให้ความดันใช้งานขั้นต่ำเป็น 100 PSI แต่กฎหมายบ้านเรายังไม่ได้ปรับแก้ตาม ดังนั้นท่านที่เลือกใช้อุปกรณ์หัวฉีดน้ำดับเพลิง (Nozzle) ควรตรวจสอบดูว่าอุปกรณ์ที่มีอยู่หรือจะซื้อใหม่เหมาะสมกับระบบดับเพลิงของท่านหรือไม่ เนื่องจากความดันใช้งาน จะมีผลต่อสมรรถนะและประสิทธิภาพของหัวฉีดน้ำดับเพลิงที่น้ำมาใช้ อุปกรณ์ใหม่อาจถูกออกแบบให้ใช้กับ ความดันใช้งานขั้นต่ำ 100 PSI ตามมาตรฐานล่าสุด</div><div><br></div><div>รับทดสอบสมรรถนะเครื่องสูบน้ำดับเพลิง และทดสอบการไหล</div><div>บริษัท ดับบลิวแอล วิศวกรรมและพลังงาน จำกัด</div><div>ติดต่อ นายวีรวุฒิ มือถือ 0815778879</div><div>Email: weerawut0312@gmail.com</div></div>]]></description>
			<pubDate>Tue, 17 Dec 2024 03:46:00 GMT</pubDate>
			<enclosure url="http://www.wl-engineering.co.th/blog/files/IMG_4384_thumb.jpg" length="101312" type="image/jpg" />
			<link>http://www.wl-engineering.co.th/blog/?-----------------------------------------pressure-restricting--hose--valve-</link>
			<guid isPermaLink="false">http://www.wl-engineering.co.th/blog/rss/00000001F</guid>
		</item>
		<item>
			<title><![CDATA[ปัญหาการติดตั้งเพลาขับแบบกากบาทไม่ถูกต้อง]]></title>
			<author><![CDATA[Weerawut]]></author>
			<category domain="http://www.wl-engineering.co.th/blog/index.php?category=Share_experience"><![CDATA[Share experience]]></category>
			<category>imblog</category>
			<description><![CDATA[<div id="imBlogPost_00000001E"><div>เครื่องสูบน้ำดับเพลิงดีเซลของคุณมีปัญหาเกี่ยวกับความสั่นสะเทือนสูงผิดปกติไหม ในบางกรณีอาจเกิดมาจากการติดตั้งเพลาขับแบบกากบาท (Universal joint drive shaft) ที่ไม่ถูกต้อง โดยมุมของก้ามปูหรือ Yoke ไม่ตรงกัน (ถ้าสังเกตุจากเพลาตรงกลาง) </div><div>อธิบายการทำงานแบบสั้นๆ เพลาขับแบบกากบาทจะทำให้สามารถส่งกำลังโดยแกนขับกับแกนตามทำมุมกันได้ แต่เมื่อหมุนโดยที่แกนทำมุมกันจะเกิดความแตกต่างกันของความเร็วของแกนขับกับแกนตาม จึงออกแบบให้มีกากบาท 2 ชุด ซึ่งจะทำให้เกิดการหักล้างกันของความเร็วที่ต่างกัน ความเร็วของเพลาขับของกากบาทตัวแรก จึงเท่ากับเพลาตามของกากบาทตัวที่สอง และเมื่อเราใส่เฟืองสไปรน์ (Splined shat) ที่กัดร่องเพลาตามยาว ของแกนเพลาแรก และเพลาที่นำมาสวมกันทำให้เกิดสามารถส่งกำลังได้และหดยืดความยาวของเพลาได้ เพื่อทำให้สามารถปรับตั้งตามศูนย์แกนเพลาส่งกำลังได้</div><div><br></div><div>ปัญหาการติดตั้งไม่ถูกต้องหรือประกอบมุมของกากบาทตัวที่หนึ่งกับตัวที่สองไม่สอดคล้องกัน ส่งผลให้เกิดความสั่นสะเทือนอย่างรุนแรง เพราะเพลาจะหมุนไม่สอดคล้องกัน เมื่อฝืนใช้หรือใช้โดยไม่ทราบเป็นเวลานาน จะส่งผลให้กับอุปกรณ์ที่อ่อนแอกว่าของทั้งระบบเสียหายก่อน</div><div><br></div><div>สาเหตุที่ทำให้เกิดปัญหาดังกล่าวขึ้นคาดว่าน่าจะมาจากการยกที่ไม่ถูกต้อง ทำให้เพลาขับที่มีร่องเฟืองตรง (spline) เกิดหลุดออกจากกัน และเมื่อประกอบกลับเข้าด้วยกันด้วยความไม่รู้จึงทำให้เกิดปัญหาขึ้น และเพลาขับมักจะมีการ์ดครอบอยู่จึงยิ่งสังเกตุได้ยาก</div><div>เมื่อต้องการยกเพลาขับออกหรือติดตั้งกลับแนะนำให้ใช้การผูกด้วยสลิง เข้ากับก้ามปู (Yoke) ด้านในทั้งสองขา และไปคล้องกับตะขอเครน ตามที่คู่มือระบุ เพราะเมื่อยกลักษณะดังกล่าวจะทำให้เกิดแรงในแนวแกนอัดให้สไปรน์กดเข้าด้วยกันไม่หลุดออกขณะยก ทำให้เกิดความปลอดภัยและชิ้นส่วนไม่เสียหาย</div><div><br></div><div><img class="image-0" src="http://www.wl-engineering.co.th/images/IMG_5795.jpg"  title="วิธีการยกที่ถูกต้อง" alt=""/><br></div><div><br></div><div>จุดประสงค์ที่ต้องใช้ Flexible coupling เพื่อจะชดเชยกับการเปลี่ยนแปลงของอุณหภูมิ และยอมให้มีการเคลื่อนที่ของปลายเพลาโดยไม่ทำให้เกิดผลกระทบกับทั้งชุดขับและปั๊ม ในขณะที่มีการส่งกำลังจากชุดขับไปที่ปั๊ม ดังนั้นเพลาขับจึงเป็นอุปกรณ์ที่ตัวที่มีความสำคัญกับการทำงานของระบบดับเพลิง เราลองมาดูข้อกำหนดของ NFPA20 "Standard for installation of Stationary Pumps for Fire Protection" ปี 2022</div><div>6.5.1.1 ปั๊มที่แยกชุดขับที่ขับด้วยมอเตอร์ไฟฟ้า หรือ เครื่องยนต์ดีเซล จะต้องต่อกันด้วย flexible coupling หรือ flexible connecting shaft.</div><div>6.5.1.2 Flexible coupling และ Flexible connecting shafts ต้องได้รับการรับรอง (Listed) สำหรับใช้กับไฟร์ปั๊ม และติดตั้งตามที่ได้รับการรับรอง (NFPA20 เริ่มระบุให้ต้องใช้ flexible coupling ที่ได้รับการรับรองตั้งแต่ปี 1993 แต่ในทางปฏิบัติ Listed flexible couplings จะเริ่มมีจำหน่ายหลังปี 2007)</div><div>การตรวจสอบที่เกี่ยวข้องกับเพลาขับตาม NFPA25 "ITM of Water-based Fire Protection Systems" ปี 2020.</div><div>การตรวจสอบประจำสัปดาห์</div><div>8.2.2 (1) (e) แผงป้องกันชิ้นส่วนเคลื่อนไหว (Coupling guard) อยู่ในสภาพปกติ</div><div>8.3.2.9 (3) (b) บันทึกสิ่งผิดปกติต่างๆ (เช่น การสั่นสะเทือน)</div><div>การตรวจสอบและบำรุงรักษาประจำปี</div><div>8.1.1.2.3 ปั๊ม และตลับลูกปืนของมอเตอร์ และคัปปลิง จะต้องมีการอัดจารบีประจำปี หรือตามที่อุปกรณ์ต้องการ (ดูในคู่มือ IOM - Installation, Operation, and Maintenance ที่ผู้ผลิตให้มากับเครื่องสูบน้ำดับเพลิง)</div><div>8.3.6.4 จะต้องมีการวัด ค่าศูนย์กลางแกนเพลา ในการทดสอบประจำปี และกรณีที่เกิดการเยื้องศูนย์เกินค่าที่กำหนดควรมีการแก้ไข (ผู้ผลิตทุกรายจะแจ้งว่าปกติจะตั้งค่า alignment มาจากโรงงานก่อนขนส่ง แต่เมื่อติดตั้งเสร็จควรต้องมีการวัดค่าศูนย์กลางแกนเพลาซ้ำให้แน่ใจ เพราะอาจเป็นไปได้ที่จะเกิดการขยับ และเก็บบันทึกไว้สำหรับบำรุงรักษาต่อไป)</div><div><br></div><div><img class="image-1" src="http://www.wl-engineering.co.th/images/IMG_2362.JPG"  title="การอัดจารบีประจำปี" alt=""/> &nbsp;&nbsp;<img class="image-2" src="http://www.wl-engineering.co.th/images/IMG_2369.JPG"  title="การตรวจสอบศูนย์แกนเพลาประจำปี" alt=""/><br></div><div><br></div><div>ในการทดสอบสมรรถนะประจำปี ทางบริษัทจะมีการตรวจสอบเพลาขับเบื้องต้นก่อนที่จะทำการทดสอบ และวัดค่าศูนย์กลางแกนเพลาให้ถ้ามีค่าที่ยอมรับได้จากผู้ผลิตสำหรับประเมินผล และสามารถวัดได้ตามปกติ และเมื่อพบปัญหาก็จะให้คำแนะนำกับลูกค้า เนื่องจากปัญหาดังกล่าว จะส่งผลต่ออายุการใช้งานของระบบเครื่องสูบน้ำดับเพลิงอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ และในบางกรณี อาจทำให้เกิดความเสียหายส่งผลให้ระบบดับเพลิงใช้งานไม่ได้กลายเป็น ความไม่พร้อมใช้งาน (Impairment) ได้</div><div><br></div></div>]]></description>
			<pubDate>Mon, 16 Dec 2024 23:49:00 GMT</pubDate>
			<enclosure url="http://www.wl-engineering.co.th/blog/files/DSC00886_thumb.jpg" length="189023" type="image/jpg" />
			<enclosure url="http://www.wl-engineering.co.th/images/IMG_0904.jpg" length="300536" type="image/jpg" />
			<enclosure url="http://www.wl-engineering.co.th/images/IMG_2075.jpg" length="399535" type="image/jpg" />
			<enclosure url="http://www.wl-engineering.co.th/images/IMG_2724.jpg" length="456858" type="image/jpg" />
			<enclosure url="http://www.wl-engineering.co.th/images/IMG_8508.jpg" length="452632" type="image/jpg" />
			<link>http://www.wl-engineering.co.th/blog/?------------------------------------------1</link>
			<guid isPermaLink="false">http://www.wl-engineering.co.th/blog/rss/00000001E</guid>
		</item>
		<item>
			<title><![CDATA[ระบบท่อน้ำระบายความร้อน]]></title>
			<author><![CDATA[Weerawut]]></author>
			<category domain="http://www.wl-engineering.co.th/blog/index.php?category=Knowledge"><![CDATA[Knowledge]]></category>
			<category>imblog</category>
			<description><![CDATA[<div id="imBlogPost_00000001D"><div>เครื่องสูบน้้ำดับเพลิงดีเซล จะต้องการระบบระบายความร้อนที่นำความร้อนที่เกิดจากการเผาไหม้ออกไปจากเครื่องยนต์ โดยใช้น้ำหล่อเย็นระบายความร้อน (Coolant) &nbsp;และไประบายความร้อนทิ้งที่หม้อน้ำรังผึ้งเหมือนกับรถยนต์ทั่วไป เมื่อน้ำคูลแลนท์เย็นลงแล้วจะไหลผ่านปั๊มน้ำ (Water pump) เพื่อส่งให้ไหลเวียนไปทั่วเครื่องยนต์ ซึ่งจะหมุนวนเป็นระบบปิดตลอดเวลาที่เครื่องยนต์ทำงาน (อาจยังไม่หมุนวนขณะที่เครื่องยนต์ยังเย็นอยู่ เพราะเทอร์โมสตัทวาล์วไม่เปิด)</div><div><br></div><div><img class="image-0" src="http://www.wl-engineering.co.th/images/IMG_1184.JPG"  title="" alt=""/><br></div><div><br></div><div>แต่ในระบบเครื่องยนต์สูบน้ำดับเพลิงที่อยู่กับที่ส่วนใหญ่ คูลแลนท์จะไประบายความร้อนผ่านเครื่องแลกเปลี่ยนความร้อนแบบท่อ (Heat exchanger) หรือที่ช่างมักเรียกว่าหม้อน้ำเรือ เพราะเรือจะดูดน้ำจากแม่น้ำหรือทะเลมาระบายความร้อนให้กับเครื่องแลกเปลี่ยนความร้อนแล้วปล่อยทิ้งไปเฉพาะน้ำที่ร้อนขึ้น แต่เครื่องสูบน้ำดับเพลิงจะใช้น้ำที่ต่อออกจากท่อที่อยู่ระหว่างหน้าแปลนด้านจ่ายของเครื่องสูบน้ำกับวาล์วกันกลับไประบายความร้อนให้กับเครื่องแลกเปลี่ยนความร้อนแทนแล้วปล่อยทิ้งไป เราเรียกน้ำที่มาระบายความร้อนเครื่องแลกเปลี่ยนความร้อนนี้ว่า น้ำระบายความร้อน (Raw cooling water) ซึ่งในเครื่องยนต์ที่มีเทอร์โบติดตั้งอยู่ จะนำวงจรน้ำระบายความร้อนนี้ไปลดอุณหภูมิของอากาศสำหรับเผาไหม้ที่ผ่านเทอร์โบมาที่ (Charge air cooler) หรือที่ (After cooler) ก่อนเข้าไปเผาไหม้ด้วย</div><div><br></div><div>ระบบท่อน้ำระบายความร้อนนี้มีความสำคัญมาก เพราะทำหน้าที่ในการส่งน้ำระบายความร้อนในปริมาณที่เพียงพอ และความดันไม่สูงเกินกว่าที่เครื่องแลกเปลี่ยนความร้อนจะเสียหาย &nbsp;ดังนั้นในระบบท่อน้ำระบายความร้อน (Raw cooling water) จึงต้องมี วาล์วควบคุม, กรอง (Strainer), วาล์วควบคุมการจ่ายน้ำอัตโนมัติเมื่อเครื่องยนต์ทำงาน, วาล์วควบคุมความดัน, เกจวัดความดัน และระบบท่อน้ำระบายความร้อนที่เหมาะสมตามมาตรฐาน จะต้องมี 2 วงจรขนานกัน วงจรหลัก (Main) จะใช้งานตลอด วงจรสำรอง (By-pass) จะปิดวาล์วไว้ และเปิดวาล์วใช้งานโดยผู้ควบคุมเครื่องสูบน้ำดับเพลิง เมื่อน้ำระบายความร้อนจากวงจรหลักไม่เพียงพอ)</div><div><br></div><div>อุปกรณ์แต่ละตัวมีความจำเป็น เพราะมีหน้าที่ดังนี้ </div><div>วาล์วควบคุม มีหน้าที่เพื่อควบคุมการไหลของน้ำ, ปิดระบบสำหรับบำรุงรักษาระบบท่อ ไม่ควรใช้ Globe valve เพราะไม่สามารถบอกตำแหน่งด้วยการดูได้ และเมื่อใช้งานไปนานๆ โดยที่ไม่ได้มีการเปิดปิดเป็นประจำ แกนอาจขาด เมื่อเราหมุนวาล์วเปิด แต่ลิ้นไม่เปิด ทำให้น้้ำไม่ไหล</div><div>กรอง มีหน้าที่เพื่อดักสิ่งสกปรกไม่ให้เข้าไปอุดตันในท่อของเครื่องแลกเปลี่ยนความร้อน</div><div>วาล์วควบคุมการจ่ายน้ำอัตโนมัติ มีหน้าที่เพื่อเปิดให้น้ำไหลไปที่เครื่องแลกเปลี่ยนความร้อนได้ เมื่อเครื่องสูบน้ำดับเพลิงทำงานโดยอัตโนมัติ (กรณีเป็นเครื่องสูบน้ำชนิดเทอร์ไบน์แนวดิ่ง (Vertical turbine)ไม่จำเป็นต้องมี)</div><div>วาล์วควบคุมความดัน มีหน้าที่ปรับปริมาณน้ำระบายความร้อนให้เพียงพอ และควบคุมความดันไม่ให้สูงเกินพิกัด</div><div>เกจวัดความดัน มีหน้าที่ใช้ตรวจวัดความดันว่าปกติหรือไม่</div><div><br></div><div>ในระบบท่อน้ำระบายความร้อนตาม FM1333 จะมีเซ็นเซอร์ติดตั้งกับระบบท่อน้ำระบายความร้อนเพิ่มเติมขึ้้นมา เพื่อตรวจจับการไหล และอุณหภูมิของน้ำระบายความร้อน และส่งสัญญาณเตือนเมื่อตรวจพบความผิดปกติ</div><div><br></div><div><img class="image-1" src="http://www.wl-engineering.co.th/images/IMG_6213.JPG"  title="" alt=""/><br></div><div><br></div><div>การทดสอบเพื่อส่งมอบงาน ต้องมีการปรับอัตราการไหลของน้ำระบายความร้อนให้เพียงพอตามที่ผู้ผลิตเครื่องยนต์กำหนด โดยควรจะคำนึงถึงอุณหภูมิน้ำสูงสุดที่มาใช้ระบายความร้อนด้วย เพราะน้ำยิ่งร้อนจะต้องใช้ปริมาณน้ำมากกว่าน้ำที่เย็นในการระบายความร้อนจากเครื่องยนต์เท่าๆกัน และวาล์วที่ใช้ต้องเป็นแบบระบุตำแหน่งเปิดหรือปิดได้ชัดเจน (indicating manual shut off valve) เช่น Ball valve แบบก้านหมุน 1/4 รอบ และต้องมีป้ายบอกสถานะของวาล์วให้ปกติเปิด หรือปกติปิดให้ชัดเจน</div><div><br></div><div>การตรวจสอบประจำสัปดาห์ ควรตรวจสอบตำแหน่งเปิด-ปิดของวาล์วให้ถูกต้อง, ตรวจสอบความดันของน้ำระบายความร้อนตอนเครื่องยนต์ทำงานว่าลดลงหรือเปลี่ยนแปลงผิดปกติหรือไม่ และสังเกตุการไหลของน้ำที่ปลายท่อน้ำทิ้ง</div><div><br></div><div>การบำรุงรักษา ควรมีการล้างทำความสะอาดไส้กรองน้ำเป็นประจำทั้งวงจรหลัก และวงจรบายพาส และปรับตั้งค่าความดัน ซึ่งไปควบคุมอัตราไหลให้เพียงพอ, ถ้าจำเป็น</div><div><br></div><div>ปัญหาเครื่องยนต์ของเครื่องสูบน้ำดับเพลิงเริ่มต้นจากปัญหาน้ำระบายความร้อนไม่พอ อาจทำให้เครื่องยนต์ร้อนจัด (Overheat) จนใช้งานไม่ได้ เสียค่าใช้จ่ายสูง และพอหลังจากยกเครื่อง (Overhaul) ทุกอย่างก็ดูไม่เหมือนเดิมอีกต่อไป </div></div>]]></description>
			<pubDate>Fri, 12 Jan 2024 23:30:00 GMT</pubDate>
			<enclosure url="http://www.wl-engineering.co.th/blog/files/IMG_6213_thumb.jpg" length="427855" type="image/jpg" />
			<enclosure url="http://www.wl-engineering.co.th/images/IMG_3559.jpg" length="336420" type="image/jpg" />
			<enclosure url="http://www.wl-engineering.co.th/images/IMG_7880.jpg" length="475449" type="image/jpg" />
			<enclosure url="http://www.wl-engineering.co.th/images/IMG_8924.jpg" length="443606" type="image/jpg" />
			<link>http://www.wl-engineering.co.th/blog/?-----------------------</link>
			<guid isPermaLink="false">http://www.wl-engineering.co.th/blog/rss/00000001D</guid>
		</item>
		<item>
			<title><![CDATA[ค่าความต้องการปริมาณน้ำดับเพลิงสำหรับอาคารสูง]]></title>
			<author><![CDATA[Weerawut]]></author>
			<category domain="http://www.wl-engineering.co.th/blog/index.php?category=Knowledge"><![CDATA[Knowledge]]></category>
			<category>imblog</category>
			<description><![CDATA[<div id="imBlogPost_00000001C"><div><span class="fs11lh1-5 cf1 ff1">การหาค่าความต้องการปริมาณน้ำดับเพลิงสำหรับอาคารสูง</span></div><div><span class="fs11lh1-5 cf1 ff1"><br></span></div><div><span class="fs11lh1-5 cf1 ff1">ค่าความต้องการปริมาณน้ำดับเพลิงสำหรับอาคารสูง จะพิจารณาจากระบบหัวกระจายน้ำดับเพลิง กับ ระบบท่อยืน (Standpipe) สำหรับตู้ FHC หรือ Hose valve ในกรณีที่เป็นอาคารสูงสำหรับสำนักงาน ระบบท่อยืนมักจะเป็นตัวที่ใช้น้ำดับเพลิงสูงกว่า จึงเป็นตัวที่ไปกำหนดขนาดเครื่องสูบน้ำดับเพลิง</span></div><div><span class="fs11lh1-5 cf1 ff1">การดูขนาดของอัตราสูบ จะูดูจากจำนวนท่อยืน (Standpipe หรือ riser) ซึ่งจะระบุตามมาตรฐาน วสท.3002-51 หรือ NFPA14 และกฎกระทรวงฉบับที่ 33 (พ.ศ.2535) ตาม พรบ.ควบคุมอาคาร </span><span class="fs11lh1-5 cf1 ff1"></span><span class="fs11lh1-5 cf1 ff1">พ.ศ.2522 ที่ระบุให้ปริมาณการจ่ายน้ำไม่น้อยกว่า 475 GPM (หรือ 30 ลิตรต่อวินาที) สำหรับท่อยืนแรก และไม่น้อยกว่า 238 GPM (หรือ 15 ลิตรต่อวินาที) สำหรับท่อยืนแต่ละท่อที่เพิ่มขึ้น โดยการวางตำแหน่งท่อยืนก็จะต้องไปดูเงื่อนไขที่กำหนดไว้ เมื่อทราบปริมาณน้ำโดยรวมแล้วก็ต้องไปพิจารณาเรื่องความดันโดยจะต้องออกแบบให้ความดันต่ำสุดที่หัวต่อสายฉีดน้ำดับเพลิงที่ชั้นสูงสุดไม่น้อยกว่า 65.25 PSI (0.45 เมกะปาสกาลมาตร)</span></div><div><span class="fs11lh1-5 cf1 ff1"><br></span></div><div><span class="fs11lh1-5 cf1 ff1">ปัญหาที่พบส่วนใหญ่คือ ขนาดของเครื่องสูบน้ำดับเพลิง ไม่สามารถจ่ายน้ำได้ครอบคลุมค่าความต้องการปริมาณน้ำดับเพลิงสูงสุด หรือ เพียงพอในตอนติดตั้ง แต่จะเกิดปัญหาเมื่อสมรรถนะเริ่มลดลง สันนิษฐานว่าในการเลือกขนาดขนาดเครื่องสูบน้ำดับเพลิงที่ใช้ จะอ้างอิงจากความสูงระหว่างห้องเครื่องสูบน้ำดับเพลิงกับชั้นบนสุดเป็นหลัก โดยไม่ได้คำนึงถึงความต้านทานของการไหลในเส้นท่อเมื่อมีการใช้น้ำดับเพลิงตามที่ออกแบบ ถ้าเลือกใช้ขนาดท่อที่ขนาดโตเพียงพอก็อาจจะมีค่าความต้านทานไม่มาก แต่บางครั้งท่อในแนวนอนยาวและซับซ้อนมากหรือใช้ท่อขนาดไม่เหมาะสม ก็ควรต้องนำค่าความต้านทานมาพิจารณาประกอบ</span></div><div><span class="fs11lh1-5 cf1 ff1"><br></span></div><div><img class="image-0" src="http://www.wl-engineering.co.th/images/riser-diagram.jpg"  title="" alt=""/><span class="fs11lh1-5 cf1 ff1"><br></span></div><div><span class="fs11lh1-5 cf1 ff1">ตัวอย่างอาคารสูงที่สร้างใหม่ เป็นอาคาร 31 ชั้น แบ่งระบบดับเพลิงเป็น 2 โซน ชั้นใต้ดิน B3 ถึงชั้น 19 เป็น Low zone และตั้งแต่ชั้น 20 ถึง ชั้นดาดฟ้า เป็น High zone โดยใช้เครื่องสูบน้ำดับเพลิงดีเซล จำนวน 2 ชุด จ่ายให้แต่ละโซน แยกอิสระจากกัน ทั้งอาคารจะมีท่อยืนสำหรับตู้ FHC จำนวน 3 riser และในชั้นใต้ัดินถึงชั้น 10 จะเพิ่ม FHC อีก 2 ตู้ สำหรับอาคารจอดรถที่อยู่ในอาคารเดียวกัน ดังนั้นในการออกแบบและทดสอบระบบท่อยืนควรมีอย่างน้อย 3 รอบ ตาม NFPA14</span></div><div><span class="fs11lh1-5 cf1 ff1">รอบที่ 1 ชั้นบนสุด ออกแบบที่ 1,000 GPM (High zone)</span></div><div><span class="fs11lh1-5 cf1 ff1">รอบที่ 2 ชั้น 19 ออกแบบที่ 1,000 GPM (Low zone)</span></div><div><span class="fs11lh1-5 cf1 ff1">รอบที่ 3 ชั้น 10 ออกแบบที่ 1,500 GPM (Low zone)</span></div><div><span class="fs11lh1-5 cf1 ff1"><br></span></div><div><img class="image-1" src="http://www.wl-engineering.co.th/images/result-FHC.jpg"  title="" alt=""/><span class="fs11lh1-5 cf1 ff1"><br></span></div><div><span class="fs11lh1-5 cf1 ff1"><br></span></div><div><span class="fs11lh1-5 cf1 ff1">สิ่งที่น่าเป็นกังวลคือ ค่าความต้องการปริมาณน้ำดับเพลิงจากการประมาณการของ ชั้นที่ 19 อยู่เหนือกราฟสมรรถนะของเครื่องสูบน้ำดับเพลิงที่ติดตั้งใหม่ ถ้าข้อมูลการวิเคราะห์ถูกต้อง ในทางวิศวกรรมดับเพลิงมีหมายความว่า เครื่องสูบน้ำดับเพลิงของ Low zone ไม่พร้อมใช้งาน!</span></div><div><span class="fs11lh1-5 cf1 ff1"><br></span></div><div><img class="image-2" src="http://www.wl-engineering.co.th/images/demand-exceed-performance.jpg"  title="" alt=""/><span class="fs11lh1-5 cf1 ff1"><br></span></div><div><span class="fs11lh1-5 cf1 ff1"><br></span></div><div><span class="fs11lh1-5 cf1 ff1">หมายเหตุ ในกรณีที่อาคารมีการดัดแปลงไปใช้วัตถุประสงค์อื่น เช่น ใช้เป็นกระบวนการผลิต หรือเป็น คลังสินค้า ก็ต้องทบทวนระบบดับเพลิงว่าเหมาะสมและเพียงพอหรือไม่</span></div><div><span class="fs11lh1-5 cf1 ff1">รับคำนวณหาค่าความต้องการปริมาณน้ำดับเพลิง (WATER DEMAND) ด้วยวิธีการคำนวณด้วยกลศาสตร์ของไหล (HYDRAULIC CALCULATION) เพื่อใช้เปรียบเทียบกับ ผลการทดสอบสมรรถนะเครื่องสูบน้ำดับเพลิงประจำปี ในกรณีที่เริ่มพบว่าสมรรถนะไม่ผ่านเกณฑ์ (UNSATISFACTION) เพื่อใช้ลดความรุนแรงของการประเมินผล จาก ความไม่พร้อมใช้งาน (IMPAIRMENT) เป็น ความบกพร่องไม่วิกฤติ (NON-CRITICAL DEFICIENCY) สำหรับกรณีที่สมรรถนะไม่ผ่านเกณฑ์ แต่ยังสามารถจ่ายน้ำได้ครอบคลุมค่าความต้องการปริมาณน้ำดับเพลิง</span></div><div><span class="fs11lh1-5 cf1 ff1">จัดทำรายงานด้วยโปรแกรม Canute FHC หรือ Elite Fire ที่มีลิขสิทธิถูกต้อง และตรวจทานด้วยวิศวกรเครื่องกลที่มีประสบการณ์</span></div><div><span class="fs11lh1-5 cf1 ff1">สนใจติดต่อ วีรวุฒิ มือถือ และ Line ID: 0815778879</span></div><div><span class="fs11lh1-5 cf1 ff1">บริษัท ดับบลิวแอล วิศวกรรมและพลังงาน จำกัด</span></div></div>]]></description>
			<pubDate>Sat, 30 Dec 2023 13:07:00 GMT</pubDate>
			<enclosure url="http://www.wl-engineering.co.th/blog/files/riser-diagram_thumb.jpg" length="198903" type="image/jpg" />
			<link>http://www.wl-engineering.co.th/blog/?---------------------------------------------</link>
			<guid isPermaLink="false">http://www.wl-engineering.co.th/blog/rss/00000001C</guid>
		</item>
		<item>
			<title><![CDATA[แก้ปัญหาทดสอบไม่ผ่านโดยปรับปรุงท่อด้านดูด]]></title>
			<author><![CDATA[Weerawut]]></author>
			<category domain="http://www.wl-engineering.co.th/blog/index.php?category=Share_experience"><![CDATA[Share experience]]></category>
			<category>imblog</category>
			<description><![CDATA[<div id="imBlogPost_00000001B"><div><span class="fs11lh1-5 cf1 ff1">การปรับปรุงท่อด้านดูด เพื่อแก้ปัญหาทดสอบสมรรถนะเครื่องสูบน้ำดับเพลิงประจำปีไม่ผ่านเกณฑ์</span></div><div><span class="fs11lh1-5 cf1 ff1"><br></span></div><div><span class="fs11lh1-5 cf1 ff1">จากการทดสอบสมรรถนะเครื่องสูบน้ำดับเพลิงประจำปีให้ลูกค้ารายหนึ่ง ซึ่งเพิ่งจะมีการเปลี่ยนเครื่องสูบน้ำดับเพลิงใหม่ แต่กลับพบว่าสมรรถนะที่ 150% ของอัตราสูบตกลงต่ำกว่า 5% จาก pump curve ของผู้ผลิต จึงทำให้ผลการทดสอบสมรรถนะ = ไม่ผ่านเกณฑ์ ตามมาตรฐาน วสท.033011-19 หรือ NFPA25, แต่เครื่องสูบน้ำดับเพลิงไม่ผิดปกติ และยังสามารถจ่ายน้ำที่มากกว่า 100% ของพิกัดได้ </span><span class="fs11lh1-5 cf1 ff1"></span><span class="fs11lh1-5 cf1 ff1">และถ้ายังสามารถจ่ายน้ำดับเพลิงได้ครอบคลุมค่าความต้องการปริมาณน้ำดับเพลิงก็จะถือว่าเป็นเพียงความบกพร่อง (Deficiency) </span></div><div><span class="fs11lh1-5 cf1 ff1">เครื่องสูบน้ำดับเพลิงเป็นชนิด Horizontal Split Case Double suction โดยเป็นการดูดจากถังเก็บน้ำที่มีระดับผิวน้ำต่ำกว่าเครื่องสูบน้ำ (Suction Lift) ซึ่งไม่ถูกต้องแต่ก็พอใช้ได้, ระบบท่อด้านดูดเป็นขนาด 8 นิ้ว ตามมาตรฐานขั้นต่ำของ NFPA20 และ วสท. สำหรับพิกัด 1,500 GPM (หมายเหตุ ขนาดขั้นต่ำดังกล่าว ใช้ในกรณีที่ใช้กับถังเก็บน้ำที่อยู่สูงกว่าเครื่องสูบน้ำดับเพลิง)</span></div><div><span class="fs11lh1-5 cf1 ff1"><br></span></div><div><img class="image-0" src="http://www.wl-engineering.co.th/images/IMG_7137.JPG"  title="" alt=""/> &nbsp;&nbsp;&nbsp;<img class="image-1" src="http://www.wl-engineering.co.th/images/IMG_7179.JPG"  title="" alt=""/><span class="fs11lh1-5 cf1 ff1"><br></span></div><div><span class="fs11lh1-5 cf1 ff1"><br></span></div><div><span class="fs11lh1-5 cf1 ff1">เมื่อลองคำนวณหาค่า NPSHa (Available Net Positive Suction Head) ของระบบท่อด้านดูดด้วยโปรแกรม Pipe Flow Expert จะพบว่า ที่อัตราการสูบ 150% &nbsp;ค่า NPSHa &lt; NPSHr ซึ่งจะทำให้เกิดคาวิเตชั่น และทำให้เครื่องสูบน้ำดับเพลิงไม่สามารถจ่ายน้ำได้ตามที่ต้องการ &nbsp;น่าจะเป็นสาเหตุที่ทำให้สมรรถนะตกลงที่จุดดังกล่าว (ยืนยันได้จากความดันด้านดูดติดลบเกือบ -10 PSI เข้าใกล้สูญญากาศจนข้อต่อยางอาจยุบตัวได้)</span></div><div><span class="fs11lh1-5 cf1 ff1"><br></span></div><div><img class="image-2" src="http://www.wl-engineering.co.th/images/Hypothesis.jpg"  title="" alt=""/><span class="fs11lh1-5 cf1 ff1"><br></span></div><div><span class="fs11lh1-5 cf1 ff1"><br></span></div><div><span class="fs11lh1-5 cf1 ff1">ถ้ามีการเปลี่ยนขนาดท่อด้านดูดให้โตขึ้นเป็น 12 นิ้ว จากผลการคำนวณจะสามารถทำให้ NPSHa &gt; NPSHr ได้้ ซึ่งมีโอกาสที่จะทำให้สมรรถนะดีขึ้นและผ่านเกณฑ์</span></div><div><span class="fs11lh1-5 cf1 ff1">ปัญหาสมรรถนะที่ไม่ผ่านเกณฑ์ที่ 150% มักมาจาก Water supply ไม่เพียงพอ หรือมีปัญหาของ Foot check valve อุดตันหรือเปิดไม่คล่อง หรือ Suction strainer อุดตันหรือมีขนาดรูถี่เกินไป จึงควรลองตรวจสอบก่อนเป็นอันดับแรก ถ้าไม่พบสิ่งผิดปกติ, ปัญหามักจะมากจากการออกแบบที่ไม่เหมาะสม</span></div><div><br></div><div><img class="image-3" src="http://www.wl-engineering.co.th/images/Result.jpg"  title="" alt=""/><br></div><div><span class="fs11lh1-5 cf1 ff1"><br></span></div><div><span class="fs11lh1-5 cf1 ff1">ลูกค้าจึงอยู่ระหว่างการพิจารณาความเป็นไปได้ในการลงทุนแก้ไข เพื่อให้ผลทดสอบสมรรถนะผ่านเกณฑ์ในปีต่อๆไป</span></div><div><span class="fs11lh1-5 cf1 ff1"><br></span></div><div><span class="fs11lh1-5 cf1 ff1">ลูกค้าท่านใดต้องการเช็คค่า NPSHa ของระบบของท่าน</span></div><div><span class="fs11lh1-5 cf1 ff1">ติดต่อ วีรวุฒิ มือถือ </span><i data-visualcompletion="css-img"></i><span class="fs11lh1-5 cf1 ff1">081 577 8879</span></div><div><span class="fs11lh1-5 cf1 ff1">บริษัท ดับบลิวแอล วิศวกรรมและพลังงาน จำกัด</span></div><div><span class="fs11lh1-5 cf1 ff1">Email: weerawut0312@gmail.com</span></div><div><span class="fs11lh1-5 cf1 ff1">Line ID: 0815778879</span></div></div>]]></description>
			<pubDate>Fri, 03 Feb 2023 22:48:00 GMT</pubDate>
			<enclosure url="http://www.wl-engineering.co.th/blog/files/test-result_thumb.jpg" length="126112" type="image/jpg" />
			<enclosure url="http://www.wl-engineering.co.th/images/IMG_7262.jpg" length="226665" type="image/jpg" />
			<enclosure url="http://www.wl-engineering.co.th/images/ps200-125-365-1500-130-2080rpm.jpg" length="489805" type="image/jpg" />
			<link>http://www.wl-engineering.co.th/blog/?-----------------------------------------</link>
			<guid isPermaLink="false">http://www.wl-engineering.co.th/blog/rss/00000001B</guid>
		</item>
		<item>
			<title><![CDATA[ปัญหาเสื้อปั๊มทะลุ]]></title>
			<author><![CDATA[Weerawut]]></author>
			<category domain="http://www.wl-engineering.co.th/blog/index.php?category=Share_experience"><![CDATA[Share experience]]></category>
			<category>imblog</category>
			<description><![CDATA[<div id="imBlogPost_00000001A"><div>ปัญหาเสื้อปั๊มน้ำดับเพลิงทะลุ</div><div><br></div><div>ปัญหาที่พบ เสื้อปั๊มน้ำดับเพลิงชนิด Horizontal Split case 1 stage ทะลุ บริเวณตำแหน่งที่เป็นด้านดูด</div><div><br></div><div>วิเคราะห์เบื้องต้น</div><div>1.ไม่น่าใช่ความดันสูงเกิน เนื่องจากเป็นตำแหน่งของด้านดูด จะมีความดันต่ำ และไม่มีปัญหาเรื่องรอบเครื่องยนต์ผิดปกติ</div><div>2.เกิดความร้อนสูง จนวัสดุเกิดความเสียหาย ไม่น่าเป็นไปได้เพราะสภาพ Packing seal ยังใช้งานได้</div><div>3.พบสภาพการกัดเซาะภายในเสื้อปั๊ม สันนิษฐานว่าน่าจะเกิดจาก คาวิเตชั่น (Cavition), เกิดขึ้นได้อย่างไร</div><div><br></div><div><img class="image-0" src="http://www.wl-engineering.co.th/images/IMG_20211116_094821.jpg"  title="" alt=""/><br></div><div><br></div><div>ประวัติ</div><div>- ลูกค้าใช้เครื่องสูบน้ำดับเพลิง เครื่องนี้มาเป็นเวลานานกว่า 12 ปี โดยมีการทดสอบสมรรถนะทุกปี และทดสอบประจำสัปดาห์เป็นประจำ</div><div>- ก่อนหน้าที่จะเกิดปัญหา ลูกค้าได้รับคำแนะนำให้ปรับตั้งวาล์วระบายความดันใหม่ให้ทำงานเมื่อความดันสูงเกิน 175 PSI ตาม Pressure rating ของระบบท่อ, ก่อนหน้านี้จะตั้งไว้ให้ระบายที่ 150 PSI ตั้งแต่เริ่มใช้งานมา (Churn pressure = 159 PSI, Rated pressure = 145 PSI)</div><div>- การทดสอบสมรรถนะปี 2564 ผู้ตรวจทดสอบรายก่อนพบว่าเครื่องสูบน้ำดับเพลิงร้อนผิดปกติ เพียงแต่ให้ข้อสังเกตุในรายงานและแจ้งว่าไม่สามารถทดสอบได้นานเนื่องจากไม่มีน้ำไหลออกทางวาล์วระบายความดันหลักทำให้เครื่องสูบน้ำดับเพลิงร้อน</div><div>- หลังจากนั้นไม่กี่เดือน ลูกค้าพบปัญหาเสื้อปั๊มทะลุขณะทดสอบเดินเครื่องประจำสัปดาห์ และได้ทำการซ่อมแซมโดยการเชื่อมพอกเหล็กหล่อโดยผู้ชำนาญการ ลักษณะของผิวด้านในที่ทะลุเป็นลักษณะของการกัดเซาะ (Erosion)</div><div>- ปี 2565 ทางบริษัทได้มีโอกาสเข้าไปทดสอบสมรรถนะประจำปีให้ จึงได้แนะนำให้ปรับตั้งวาล์วระบายความดันหลักกลับไปไว้ที่ 150 PSI ดังเดิม ซึ่งเพียงพอกับปริมาณความต้องการน้ำดับเพลิงของทางลูกค้า (2,118 GPM @ 140 PSI), เนื่องจากปั๊มมีขนาดอัตราสูบถึง 2,500 GPM ในการเดินเครื่องทดสอบแบบไม่มีการไหล จะมีพลังงานที่น้ำได้รับสูงมาก ทำให้ไม่สามารถระบายความร้อนได้ทัน การระบายน้ำออกทางวาล์วระบายความดัน จะเป็นการระบายความร้อนไปในตัว (น้ำที่จ่ายไปที่เครื่องแลกเปลี่ยนความร้อนเพื่อระบายความร้อนเครื่องยนต์ เพียง 50-80 GPM ถือเป็นสัดส่วนที่น้อยมากเมื่อเทียบกับพิกัดอัตราสูบ)</div><div>- ปัจจุบัน ยังอยู่ในช่วงติดตามผล</div><div><br></div><div>สาเหตุที่เป็นไปได้สูงคือ น่าจะเกิด Internal re-circulation cavitation โดยมีเหตุการณ์เกิดขึ้นตามลำดับดังนี้</div><div>- หลังจากปรับตั้งวาล์วระบายความดันหลักให้ระบายที่ความดันสูงขึ้น จึงไม่มีน้ำระบายออกขณะทดสอบเดินเครื่องประจำสัปดาห์แบบ No flow</div><div>- เมื่อไม่มีน้ำระบายออก ทำให้เกิดความร้อนสะสมภายในเครื่องสูบน้ำดับเพลิง เมื่อทดสอบเดินเครื่องนาน 30 นาที</div><div>- ความดันสูงทางด้านส่งจะพยายามแทรกตัวไปทางด้านดูดที่มีความดันต่ำกว่า ผ่านทาง Wear ring โดยการรั่วผ่านช่องแคบจะทำให้มีความเร็วสูงมาก</div><div>- น้ำที่ลอดผ่าน Wear ring ไปฝั่งด้านดูด จะมีความเร็วสูง ทำให้ความดันลดลงตามกฎของเบอร์นูลี่</div><div>- น้ำที่ร้อนสะสมมากขึ้นเรื่อยๆ จะทำให้ความดันไอสูงขึ้น</div><div>- เมื่อความดันของน้ำที่ลอดผ่าน Wear ring (มาฝั่งด้านดูด) ลดต่ำกว่าความดันไอที่สูงขึ้นเนื่องจากน้ำร้อน น้ำที่เป็นของไหลจึงเดือดกลายเป็นไอ/ฟอง หรือคาวิเตชั่น</div><div>- เมื่อฟองอากาศจะเล็กลงและระเบิดออกด้วยความเร็วเสียงและรุนแรงจนทำให้ผิวโลหะถูกกัดเซาะออก</div><div>- เมื่อถูกกัดเซาะเป็นเวลานาน ในที่สุดโลหะก็ทะลุ</div><div><br></div><div><img class="image-1" src="http://www.wl-engineering.co.th/images/IMG_9030.JPG"  title="" alt=""/> &nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<img class="image-2" src="http://www.wl-engineering.co.th/images/IMG_20211116_094650.jpg"  title="" alt=""/><br></div><div><br></div><div>สิ่งที่ได้เรียนรู้จากการค้นคว้าหาคำตอบ คือ</div><div>1.ในการทดสอบเดินเครื่องสูบน้ำดับเพลิง จะต้องมีการตรวจเช็คอุณหภูมิเสื้อปั๊ม (pump casing) อย่างสม่ำเสมอ</div><div>2.เข้าใจหลักการทำงานของเครื่องสูบน้ำดีขึ้น</div><div>3.จะหลีกเลี่ยงไม่ให้เกิดปัญหานี้กับลูกค้ารายอื่นต่อไป</div><div><br></div><div>หมายเหตุ การวิเคราะห์ดังกล่าวเป็นเพียงความเห็นของผู้เขียน ตามข้อมูลเท่าที่มี อาจจะไม่ใช่สาเหตุที่แท้จริง แต่จนถึงปัจจุบันผู้เขียนยังไม่สามารถอธิบายสาเหตุอื่นที่ทำให้เกิดปัญหาได้ดีกว่าที่วิเคราะห์มา</div><div><br></div><div>รับทดสอบสมรรถนะเครื่องสูบน้ำดับเพลิงประจำปีตามกฎหมาย พร้อมเซ็นต์รับรองผลการทดสอบโดยวิศวกร</div><div>ติดต่อ นายวีรวุฒิ มือถือ 0815778879</div><div>อีเมล์ weerawut0312@gmail.com</div></div>]]></description>
			<pubDate>Mon, 23 Jan 2023 12:03:00 GMT</pubDate>
			<enclosure url="http://www.wl-engineering.co.th/blog/files/IMG_8132_thumb.jpg" length="345326" type="image/jpg" />
			<link>http://www.wl-engineering.co.th/blog/?------------------</link>
			<guid isPermaLink="false">http://www.wl-engineering.co.th/blog/rss/00000001A</guid>
		</item>
		<item>
			<title><![CDATA[ตู้ควบคุมเครื่องสูบน้ำดับเพลิง]]></title>
			<author><![CDATA[Weerawut]]></author>
			<category domain="http://www.wl-engineering.co.th/blog/index.php?category=Knowledge"><![CDATA[Knowledge]]></category>
			<category>imblog</category>
			<description><![CDATA[<div id="imBlogPost_000000019"><div>ตู้ควบคุมเครื่องสูบน้ำดับเพลิง คือกลุ่มของอุปกรณ์ที่ใช้ในการควบคุมการเริ่มและหยุดการทำงานของชุดขับเครื่องสูบน้ำดับเพลิง และคอยตรวจตรา (monitor) สัญญาณ (signal) และสถานะ (status) และสภาพ (condition) ของชุดเครื่องสูบน้ำดับเพลิง (Fire pump unit)</div><div><br></div><div>โดยส่วนใหญ่ในบ้านเราจะเป็นชนิดที่ใช้ควบคุมเครื่องยนต์ดีเซล (Diesel Engine fire pump controller) และควบคุมมอเตอร์ไฟฟ้า (Electric fire pump controller)</div><div><br></div><div><img class="image-0" src="http://www.wl-engineering.co.th/images/IMG_6545.JPG"  title="" alt=""/> &nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<img class="image-1" src="http://www.wl-engineering.co.th/images/IMG_0760.JPG"  title="" alt=""/><br></div><div><br></div><div>ตาม NFPA20, controller เป็นอุปกรณ์ที่ต้องได้รับการรับรอง (Listed) สำหรับใช้งานกับลักษณะงาน เช่น เครื่องยนต์ หรือ ไฟฟ้า เพราะมันมีผลต่่อความสามารถในการควบคุมหรือดับเพลิง</div><div><br></div><div>ควรมีฉลาก (Marking) ที่ระบุรายละเอียดที่สำคัญ เช่น ขนาดของกระแสที่ยอมรับได้ สำหรับตู้ควบคุมที่ขับด้วยไฟฟ้า เป็นต้น ภาษาที่ใช้ส่วนใหญ่เป็นภาษาอังกฤษ แต่ในระยะหลังมีการทำฉลากภาษาไทยเพิ่มเติม ก็ควรจะตรวจสอบให้เป็นภาษาไทยที่อ่านได้เข้าใจและปฏิบัติตามได้</div><div><br></div><div>ตำแหน่งที่ติดตั้งตู้ควบคุม ควรจะอยู่ไม่ไกลจากเครื่องสูบน้ำดับเพลิงที่มันกำลังควบคุม เพื่อให้มองเห็นการทำงาน และความผิดปกติได้ และควรอยู่ในตำแหน่งที่เข้าถึงง่าย และมีพื้นที่ปฏิบัติงานให้เหมาะสม และไม่เป็นจุดอับสำหรับผู้ควบคุมการทำงานในกรณีที่เกิดเหตุฉุกเฉิน แต่ก็ต้องระวังเรื่องน้ำที่อาจกระเด็นไปโดนโดยไม่ตั้งใจ, ในกรณีที่วางตู้ไว้ด้านนอกอาคารก็ควรจะเลือก Enclosure class ที่เหมาะสม เพราะถึงแม้จะมีหลังคาแต่แสงแดด และลม กับฝนก็สามารถทำให้ตู้เสื่อมสภาพได้เร็ว</div><div><br></div><div>บนหน้าตู้ควรมีตัวแสดงข้อมูล (Indicators) ที่จำเป็น เช่น ตัวบอกให้ทราบว่าเครื่องสูบน้ำดับเพลิงอยู่ในสภาวะการทำงานอัตโนมัติ (Automatic position), ไฟเตือนกรณีความดันน้ำมันหล่อลื่นต่ำผิดปกติ, ไฟเตือนเครื่องยนต์มีอุณหภูมิสูงเกินไป, เป็นต้น</div><div><br></div><div><img class="image-4" src="http://www.wl-engineering.co.th/images/IMG_8152.JPG"  title="" alt=""/> &nbsp;&nbsp;<br></div><div><br></div><div>ในการ Wiring สายไฟ ควรทำในตำแหน่งที่ผู้ผลิตเตรียมไว้ และที่สำคัญต้องระวังเรื่องเศษเหล็กจากการเจาะต้องไม่ให้เข้าไปในตู้โดยเด็ดขาด นอกจากนั้นที่ฝาด้านในของตู้ควรมี Wiring connection diagram แปะไว้ให้สามารถตรวจสอบและวิเคราะห์ปัญหาได้สะดวกมากขึ้น เพราะบางครั้งอายุการใช้งานของตู้ควบคุมเครื่องสูบน้ำดับเพลิง ใช้ได้นาน 20-30 ปี เอกสารต่างๆ ที่เก็บไว้ก็มักจะสูญหาย ถึงแม้ว่าปัจจุบันจะสามารถหาข้อมูลในอินเตอร์เน็ตได้้ง่ายขึ้น แต่การค้นหา drawing ที่ตรงรุ่นซึ่งเก่าแล้ว จะหายาก</div><div><br></div><div><img class="image-2" src="http://www.wl-engineering.co.th/images/IMG_8546.JPG"  title="" alt=""/> &nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<img class="image-3" src="http://www.wl-engineering.co.th/images/IMG_5093.JPG"  title="" alt=""/><br></div><div><br></div><div>การควบคุมการทำงานของเครื่องสูบน้ำดับเพลิง สามารถควบคุมได้ด้วยมือ (Manual) หรืออัตโนมัติ (Automatic) ซึ่งส่วนใหญ่จะมาจากการตรวจจับความดันน้ำดับเพลิงในระบบท่อ (System pressure) เมื่อความดันลดลงต่ำกว่าค่าที่ตั้งไว้ (Cut-in pressure) ตู้ควบคุมเครื่องสูบน้ำดับเพลิงก็จะสั่งให้เริ่มทำงานทันที, ใน NFPA 20 ปัจจุบัน กำหนดให้ท่อน้ำไม่ยื่นเข้าไปในตู้ควบคุม เพื่อป้องกันความเสียหายกรณีมีน้ำรั่วซึมจากท่อหรือข้อต่อเกิดขึ้น เราจึงพบว่าหัววัดความดัน (Pressure transducer) จะต่ออยู่ที่ด้านข้างของตู้ควบคุม นอกจากนั้นตู้ควบคุมจะมีปุ่มให้ทดสอบการทำงานโดยปล่อยน้ำผ่านชุดโซลินอยด์วาล์ว เมื่อความดันน้ำลดลงต่ำกว่าค่าที่ตั้งไว้ ตู้ควบคุมก็จะสั่งให้เครื่องยนต์ หรือมอเตอร์ทำงาน เช่นเดียวกับกรณีความดันในท่อน้ำดับเพลิงลดลงจากการใช้งานหรือหัวกระจายน้ำดับเพลิงแตก และจะยิ่งสะดวกถ้ามีวาล์วระบายน้ำใต้ตู้ควบคุมสำหรับทดสอบการทำงาน</div><div><br></div><div>ข้อควรระวังคือในการหยุดการทำงานของเครื่องสูบน้ำดับเพลิง ตามกฎหมายของเรากำหนดให้ต้องหยุดการทำงานด้วยมือ (Manual shutdown) เท่านั้น ดังนั้นจะต้องไปตั้งค่าให้ Automatic stop = Disable</div><div><br></div><div>อีกระบบที่สำคัญมากคือระบบชาร์จไฟให้กับแบตเตอรี่ของเครื่องยนต์ เพื่อให้แบตเตอรี่มีกระแสไฟเพียงพอสำหรับการสตาร์ทเครื่องยนต์เมื่อต้องการ ซึ่งชุดประจุไฟแบตเตอรี่ (Battery charger) ในปัจจุีบันจะมีประสิทธิภาพที่จะประจุได้เร็วในช่วงแรก และเมื่อแบตเตอรี่ใกล้เต็ม ชุดประจุไฟ จะลดการอัดประจุให้อยู่ในระดับที่ต่ำ และจะควบคุมในระดับต่ำไปเรื่อยๆ ทำให้ยืดอายุแบตเตอรี่ได้</div><div><br></div><div>ในตู้ควบคุมที่ดีจะสามารถย้อนกลับไปดูประวัติย้อนหลังได้ เพื่อตรวจสอบดูว่ามีสิ่งผิดปกติอะไรเกิดขึ้นที่ควรจะต้องแก้ไขและหาทางป้องกันหรือไม่ ที่พบเป็นประจำคือ ความดันในระบบสูงเกินความดันออกแบบของระบบ (Pressure Rating) ที่มักมาจากความดันที่เพิ่มขึ้นของน้ำดับเพลิงในท่อที่ตากแดด</div><div><br></div><div><div><img class="image-6" src="http://www.wl-engineering.co.th/images/IMG_8153.JPG"  title="" alt=""/></div></div><div><br></div><div>รายละเอียดต่างๆ ควรศึกษาจากมาตรฐาน NFPA 20, มาตรฐาน วสท.3002-51 และ คู่มือการติดตั้งของตู้ควบคุมที่มาด้วย เพราะการที่จะเกิดความน่าเชื่อถือของระบบ (Reliable) นอกจากอุปกรณ์ที่ดีแล้ว จะต้องมาจากติดตั้งที่ถูกต้อง และการบำรุงรักษาที่เหมาะสมประกอบด้วย ที่ควรต้องระวังคือ ในการซ่อมแซมในกรณีที่มีความผิดปกติเกิดขึ้น จะต้องแน่ใจว่าการแก้ไขจะยังคงทำให้ตู้ควบคุมมีสมรรถนะและการทำงานได้ตามที่ Listed ดังเดิม</div><div><br></div><div>รับทดสอบสมรรถนะเครื่องสูบน้ำดับเพลิงประจำปีตามกฎหมาย พร้อมรับรองรายงานผลการทดสอบโดยวิศวกร</div><div>ติดต่อ นายวีรวุฒิ ลีลาเวชบุตร มือถือ 0815778879</div><div>บริษัท ดับบลิวแอล วิศวกรรมและพลังงาน จำกัด</div><div>อีเมล์ weerawut0312@gmail.com</div><div>Line: 0815778879</div><div><br></div><div><br></div></div>]]></description>
			<pubDate>Fri, 20 Jan 2023 11:09:00 GMT</pubDate>
			<enclosure url="http://www.wl-engineering.co.th/blog/files/IMG_6679_thumb.jpg" length="238141" type="image/jpg" />
			<link>http://www.wl-engineering.co.th/blog/?------------------------------</link>
			<guid isPermaLink="false">http://www.wl-engineering.co.th/blog/rss/000000019</guid>
		</item>
		<item>
			<title><![CDATA[น้ำยาหล่อเย็น]]></title>
			<author><![CDATA[Weerawut]]></author>
			<category domain="http://www.wl-engineering.co.th/blog/index.php?category=Knowledge"><![CDATA[Knowledge]]></category>
			<category>imblog</category>
			<description><![CDATA[<div id="imBlogPost_000000017"><div>เมื่อเราพูดถึงการทำงานของเครื่องสูบน้ำดับเพลิงที่ขับด้วยเครื่องยนต์ แน่นอนว่าเครื่องยนต์ได้กำลังจากการเผาไหม้ และสิ่งที่เกิดขึ้นด้วยคือ ความร้อน จึงจำเป็นต้องมีการควบคุมอุณหภูมิโดยการใช้น้ำยาหล่อเย็นหรือคูลแลนท์ไปดึงความร้อนออก และนำความร้อนที่อยู่ในน้ำยาหล่อเย็นไประบายออกที่รังผึ้งหม้อน้ำ (Radiator) หรือ เครื่องแลกเปลี่ยนความร้อน (Heat exchanger)</div><div><br></div>น้ำยาหล่อเย็นจึงมีหน้าที่ที่สำคัญมาก เพราะนอกจากจะทำหน้าที่ระบายความร้อนแล้ว ยังช่วยป้องกันการเกิดสนิมและการกัดกร่อนทั้งโลหะ <span class="fs14lh1-5">โดยเฉพาะ Pitting บริเวณปลอกสูบแบบเปียก </span><span class="fs14lh1-5">และซีลยางต่างๆ </span><div><br><div>น้ำยาหล่อเย็นที่เหมาะสม จะประกอบด้วย Antifreeze ซึ่งมักจะใช้ Ethylene glycol หรือ Propylene glycol เป็นส่วนใหญ่ และผสมด้วยน้ำคุณภาพที่เหมาะสม และมี Additive ที่เหมาะสมกับเครื่องยนต์ โดยการผสมระหว่าง Antifreeze กับน้ำ จะเป็นสัดส่วนตามที่ผู้ผลิตแนะนำ แต่โดยส่วนใหญ่จะแนะนำที่ 50:50 เหตุผลที่ต้องใช้ Antifreeze ผสมคือ จะทำให้จุดเยือกแข็งในน้ำยาหล่อเย็นลดต่ำลง และสิ่งที่มักไม่ได้กล่าวถึงคือ จุดเดือดของน้ำยาหล่อเย็นจะสูงขึ้นด้วย ทำให้โอกาสที่น้ำยาหล่อเย็นเดือดกลายเป็นไอในเครื่องยนต์ที่ทำให้ขัดขวางการระบายความร้อนที่ทำให้เครื่องยนต์เสียหาย ไม่เกิดขึ้นด้วย ดังนั้นเมื่อบอกว่าประเทศไทยมีอุณหภูมิสูงไม่มีโอกาสเกิดการเยือกแข็ง แล้ว Antifreeze ไม่มีความจำเป็น จึงเป็นความเข้าใจที่ไม่ถูกต้อง</div><div><br></div><div>เครื่องยนต์เครื่องสูบน้ำดับเพลิงมีราคาสูง และต้องการความน่าเชื่อถือสูงเมื่อต้องการใช้งาน (Reliability) และเราต้องการยืดอายุการใช้งานให้มากที่สุด ดังน้ันเราจึงควรศึกษาคู่มือของผู้ผลิตว่าต้องการน้ำยาหล่อเย็นแบบใด และควรเลือกใช้น้ำยาหล่อเย็นที่ได้มาตรฐานตามที่ผู้ผลิตระบุ ใน NFPA 20 ข้อ 11.2.8.4 ก็ระบุชัดเจนว่าต้องใช้คูลแลนท์ตามที่ผู้ผลิตแนะนำ ในปัจจุบันมาตรฐาน ASTM D-6210 เป็นมาตรฐานที่จำเป็นสำหรับเครื่องยนต์ และมักจะระบุเตือนไว้ชัดเจนว่าน้ำยาหล่อเย็นหรือคูลแลนท์สำหรับรถยนต์ทั่วไป ที่เป็นมาตรฐาน ASTM D-3306 หรือ ASTM D-4656 ไม่ควรนำมาใช้ เพราะมี Additive ที่ไม่เพียงพอสำหรับ Heavy-duty diesel engine และมักมีค่า Silicate สูงเกินไป</div><div><br></div><div>ทางเราเลือกใช้คูลแลนท์ Fleetguard ES Compleat Ethylene Glycol Premix 50:50 ที่ผสมมาให้พร้อมใช้งานด้วยสัดส่วนที่ถูกต้อง และได้ตามมาตรฐาน ASTM D-6210 หรือดีกว่าให้บริการกับลูกค้า เพราะราคาต่อลิตรก็ไม่ได้สูงไปกว่าคูลแลนท์ที่เราเปลี่ยนในศูนย์บริการรถยนต์มาตรฐานทั่วไป</div></div></div>]]></description>
			<pubDate>Sun, 02 Jan 2022 03:21:00 GMT</pubDate>
			<enclosure url="http://www.wl-engineering.co.th/blog/files/IMG-3281_thumb.jpg" length="117492" type="image/jpg" />
			<enclosure url="http://www.wl-engineering.co.th/images/ASTM-D-6210.jpg" length="219951" type="image/jpg" />
			<enclosure url="http://www.wl-engineering.co.th/images/check-with-refractometer.jpg" length="254658" type="image/jpg" />
			<enclosure url="http://www.wl-engineering.co.th/images/coolant-freezing-and-boiling.jpg" length="113284" type="image/jpg" />
			<enclosure url="http://www.wl-engineering.co.th/images/IMG-3281.jpg" length="117492" type="image/jpg" />
			<link>http://www.wl-engineering.co.th/blog/?-------------</link>
			<guid isPermaLink="false">http://www.wl-engineering.co.th/blog/rss/000000017</guid>
		</item>
		<item>
			<title><![CDATA[ความต้องการปริมาณน้ำดับเพลิง]]></title>
			<author><![CDATA[Weerawut]]></author>
			<category domain="http://www.wl-engineering.co.th/blog/index.php?category=Knowledge"><![CDATA[Knowledge]]></category>
			<category>imblog</category>
			<description><![CDATA[<div id="imBlogPost_000000012"><div>ค่าความต้องการปริมาณน้ำดับเพลิงของระบบดับเพลิง (Water demand)</div><div><br></div><div>คือค่าที่วิศวกรออกแบบระบบดับเพลิงคำนวณจากลักษณะของระบบที่ต้องการป้องกันเพลิงไหม้ เช่น เป็นพื้นที่ที่ใช้สำหรับเป็นสำนักงาน หรือเป็นโรงงาน มีเชื้อเพลิงมากน้อยแค่ไหน หรือว่าเป็นคลังสินค้า ก็จะดูว่าเก็บสินค้าอะไร ติดไฟได้ไหม การเก็บบนชั้น หรือวางกอง หรืออื่นๆ หรือถ้าเป็นท่อยืน ก็จะดูว่ามีจำนวนกี่ท่อยืน และความดันใช้งานที่ต้องการที่จุดไกลสุดและสูงสุด ซึ่งการออกแบบก็จะต้องออกแบบให้เหมาะสม เป็นการคำนวณหาปริมาณน้ำดับเพลิงและความดันที่ต้องการใช้ในการดับเพลิง เครื่องสูบน้ำดับเพลิงจะต้องสามารถจ่ายน้ำได้ปริมาณที่ต้องการและสร้างความดันให้เพียงพอเพื่อให้ปลายทางมีความดันตามที่ต้องการ เมื่อทราบแล้วจึงนำไปเลือกขนาดเครื่องสูบน้ำดับเพลิงและชุดขับที่เหมาะสม</div><div><br></div><div>ดังนั้นในการทดสอบสมรรถนะของเครื่องสูบน้ำดับเพลิงประจำปี ทั้งของ NFPA 25 หรือ มาตรฐาน วสท. 033011-19 ก็ระบุให้ เจ้าของอาคาร หรือโรงงาน ซึ่งจะได้รับข้อมูลจากผู้ออกแบบตั้งแต่แรก ต้องเป็นผู้ที่ให้ข้อมูลนี้ เพื่อที่ผู้ทดสอบจะนำไปพล็อตร่วมกับ Pump curve ที่ได้จากการทดสอบ ถ้าเส้นกราฟที่เครื่องสูบน้ำดับเพลิงทำได้ อยู่ต่ำกว่าค่าความต้องการปริมาณน้ำดับเพลิง &nbsp;แสดงว่า กรณีที่เกิดเพลิงไหม้ ถึงแม้ว่าจะมีเครื่องสูบน้ำดับเพลิงและเครื่องสูบน้ำดับเพลิงสามารถทำงานได้ ก็ไม่สามารถจ่ายน้ำตามความต้องการ อาจทำให้การดับเพลิงล้มเหลว ดังนั้น NFPA 25 จึงตัดสินให้เป็น Impairment หรือความไม่พร้อมใช้งาน </div><div><br></div><div><br></div></div>]]></description>
			<pubDate>Wed, 29 Dec 2021 11:00:00 GMT</pubDate>
			<enclosure url="http://www.wl-engineering.co.th/blog/files/pump-curve-vs-water-demand_thumb.jpg" length="113153" type="image/jpg" />
			<link>http://www.wl-engineering.co.th/blog/?blog1</link>
			<guid isPermaLink="false">http://www.wl-engineering.co.th/blog/rss/000000012</guid>
		</item>
	</channel>
</rss>